สรุปข่าวเด่นรอบโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters

0
125






สรุปข่าวเด่นรอบโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters


สรุปข่าวเด่นรอบโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters

สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ สงครามการค้าโลก และทิศทางของตลาดหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย

REUTERS: การจับตาผู้ท้าชิงประธานเฟดคนใหม่ และประเด็นความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานถึงประเด็นร้อนทางการเมืองและการเงินของสหรัฐฯ เกี่ยวกับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการคาดการณ์ว่าอาจมีการเสนอชื่อบุคคลสำคัญอย่าง Kevin Warsh และ Stephen Hassett เป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งสูงสุดของเฟด การเปลี่ยนแปลงตัวประธานเฟดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องทางการเงินทั่วโลกในปีหน้า

นอกจากนี้ รอยเตอร์สยังได้เน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ต้องการให้ธนาคารกลางเข้ามามีบทบาทสอดคล้องกับนโยบายของฝ่ายบริหารมากขึ้น สำหรับประเทศไทย การจับตาดูนโยบายการเงินของเฟดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากหากเฟดมีการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท การไหลเข้าออกของเงินทุน และการพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ไว้ว่าจะมีการพิจารณาปรับลดในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย

BLOOMBERG: เม็กซิโกขึ้นภาษีจีน จุดชนวนความหวังการค้าเหล็กกล้าสหรัฐฯ

บลูมเบิร์กรายงานความคืบหน้าด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศ โดยระบุว่า เม็กซิโกได้ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ที่กำลังพิจารณานโยบายภาษีเหล็กกล้าของตนเองภายใต้การบริหารชุดปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการช่วยลดการไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือผ่านเม็กซิโก

ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระบุว่า นโยบายการขึ้นภาษีของเม็กซิโกในครั้งนี้อาจสร้างความหวังให้กับผู้ผลิตเหล็กกล้าในสหรัฐฯ และพันธมิตร อย่างไรก็ตาม ทิศทางการค้าโลกที่ยังคงผันผวนและนโยบายกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากจีนที่มีการผลิตล้นตลาด (Overcapacity) ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาจส่งผลให้รายได้จากการส่งออกของไทยลดลงระหว่าง 20,000-30,000 ล้านบาทในเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว และเป็นหนึ่งในแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

CNBC: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกเล็กน้อย แม้หุ้นกลุ่ม AI เผชิญแรงเทขาย

ซีเอ็นบีซีรายงานภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในช่วงปิดตลาด โดยระบุว่า ดัชนีหลักของสหรัฐฯ มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) บางตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นของบริษัท Broadcom ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดชิป AI ได้ร่วงลงหลังจากที่นักลงทุนแสดงความกังวลเกี่ยวกับยอดขายในตลาด AI ที่อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

แม้ว่าตลาดโดยรวมจะยังคงมีความยืดหยุ่น โดยมีปัจจัยหนุนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ที่ปรับตัวลดลง แต่การที่หุ้นกลุ่ม AI ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของตลาดในระยะหลังเผชิญกับแรงเทขาย ก็เป็นสัญญาณที่นักลงทุนทั่วโลกต้องระมัดระวังถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในตลาดเทคโนโลยี

สำหรับนักลงทุนไทย การติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดเทคโนโลยีสหรัฐฯ เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย การที่ S&P Global ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ พร้อมมุมมองที่มีเสถียรภาพ ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงมีภูมิคุ้มกันที่ดี แต่ความเสี่ยงจากตลาดโลกยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

สรุป: ข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำทั้งสามแห่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในช่วงของการปรับสมดุลครั้งใหญ่ ทั้งด้านนโยบายการเงินที่อ่อนไหวต่อการเมือง การค้าโลกที่เต็มไปด้วยมาตรการกีดกัน และตลาดหุ้นที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งทุกประเด็นล้วนเป็นปัจจัยที่รัฐบาลและนักลงทุนไทยจะต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนรับมือกับความท้าทายในปี 2569

อ้างอิงข้อมูลจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters (วันที่ 3, 8, 12, 14 ธ.ค. 2568)