สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: การตัดสินใจดอกเบี้ยเฟด และราคาน้ำมันดิ่งเหวปี 2569

0
91






สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: การตัดสินใจดอกเบี้ยเฟด และราคาน้ำมันดิ่งเหวปี 2569 – โดย Bloomberg, CNBC และ Reuters


สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: การตัดสินใจดอกเบี้ยเฟด และราคาน้ำมันดิ่งเหวปี 2569

สำนักข่าวการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พร้อมใจกันรายงานภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบที่อาจเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดครั้งใหญ่ในปี 2569

นโยบายการเงินสหรัฐฯ: สัญญาณ “ลดดอกเบี้ย” ในปี 2569

รายงานจาก Bloomberg Economics ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงรวมประมาณ 100 Basis Points (1.00%) ตลอดปี 2569. การคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากข้อมูลชี้วัดภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Inflation) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญสูงสุด ถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.5% ในปี 2568.

CNBC รายงานว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการตัดสินใจของ Fed ในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย. อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ Fed ยังคงมองว่า อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางในระยะยาว (Terminal Fed Funds Rate) ควรอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งบ่งชี้ว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่ (Data-Dependent).

นักวิเคราะห์จาก Reuters เสริมว่า การที่ตลาดเริ่มคาดหวังการลดดอกเบี้ยในปีหน้า ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้รับแรงหนุน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclicals) ที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมา.

ตลาดน้ำมันโลก: IEA เตือน “อุปทานล้นตลาดครั้งใหญ่”

ในขณะที่ข่าวดีจากฝั่งนโยบายการเงินช่วยหนุนตลาดทุน แต่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กลับมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ รายงานจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ผ่าน BNN Bloomberg เตือนถึงภาวะ “อุปทานน้ำมันล้นตลาดครั้งใหญ่” (Huge Oil Glut) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569.

IEA ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านพลังงานให้กับประเทศอุตสาหกรรม ได้ขยายการคาดการณ์ภาวะน้ำมันส่วนเกินในปี 2569 ให้มีปริมาณมากขึ้น โดยปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันที่ชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงอุปสงค์ในประเทศจีนที่เริ่มซบเซา.

ด้าน Reuters และรายงานจากนักวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Oil) ถูกคาดการณ์ว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569. การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี เนื่องจากภาวะน้ำมันล้นตลาด.

CNBC ได้เน้นย้ำว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทานและอุปสงค์จะกดดันราคา แต่ความผันผวนของราคาน้ำมันในปี 2569 ยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการตัดสินใจของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC+) อย่างต่อเนื่อง.

ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย

การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนไหลออก. หาก Fed ลดดอกเบี้ยจริง จะทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และไทยแคบลง ซึ่งมีแนวโน้มดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติให้กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงสู่ระดับ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 ถือเป็นปัจจัยบวกอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศในระยะต่อไป

นักลงทุนจึงควรจับตาการแถลงการณ์ของ Fed และตัวเลขสต็อกน้ำมันอย่างใกล้ชิดในช่วงต้นปี 2569 เพื่อวางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ช่วงของการปรับสมดุลครั้งใหม่

แหล่งข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters, IEA, World Bank, Spartan Capital.