สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: การตัดสินใจของ Fed, ผลประกอบการหุ้นเทคฯ และราคาน้ำมัน – อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
54






สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: การตัดสินใจของ Fed, ผลประกอบการหุ้นเทคฯ และราคาน้ำมัน – อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: การตัดสินใจของ Fed, ผลประกอบการหุ้นเทคฯ และราคาน้ำมัน – อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความน่าสนใจ โดยเฉพาะการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ซึ่งสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานและวิเคราะห์รายละเอียดสำคัญไว้ดังนี้

Bloomberg: นโยบายการเงินของ Fed และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

ตามรายงานของ Bloomberg ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมคือ 3.5% ถึง 3.75% ในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุด โดยเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว. อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับระดับ “ปกติ” ของอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว.

นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (Neutral Rate) ของเจ้าหน้าที่ Fed ได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา. แม้ว่าบางฝ่ายจะเชื่อว่าเส้นทางที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับนโยบายของ Fed คือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาใกล้เคียง 3% ภายในปี 2569 แต่เจ้าหน้าที่ Fed บางราย เช่น บอสติก ยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เข้มงวดเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ. การคงอัตราดอกเบี้ยนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Fed ได้หยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายครั้งแรกของปี โดยอ้างถึงเสถียรภาพของตลาดแรงงาน.

CNBC: ผลประกอบการหุ้นเทคฯ และกระแส AI

ด้านตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี สำนักข่าว CNBC ได้รายงานสรุปผลประกอบการไตรมาส 4 (Q4) ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ซึ่งผลประกอบการเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนดัชนี Nasdaq ให้ทะยานขึ้น.

CNBC ได้มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงหลายท่าน รวมถึง ลิซ่า ซู ประธานและซีอีโอของ Advanced Micro Devices (AMD) และ แลร์รี่ ฟิงก์ ซีอีโอของ BlackRock ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตลาด. สิ่งที่ชัดเจนคือ นักลงทุนกำลังให้ผลตอบแทนที่ดีแก่บริษัทที่เป็นเจ้าของ “Full Stack” ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI). นอกจากนี้ บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่อย่าง SAP ก็ได้เน้นย้ำว่า “Business AI” หรือ AI สำหรับธุรกิจ ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับการเติบโตของบริษัท. การมุ่งเน้นไปที่ AI นี้เป็นกระแสหลักที่ส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก.

Reuters: ราคาน้ำมันและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ สำนักข่าว Reuters รายงานถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกที่ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่ลงรอยกันในวาระการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีความเสี่ยงสูง ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมัน.

ในช่วงที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบ WTI ได้มีการปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ไปสู่ระดับสูงกว่า 64 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ก็มีช่วงที่ราคาร่วงลงไปอยู่ที่ 62.47 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล. แม้ว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน แต่ในภาพรวมแล้ว แนวโน้มระยะยาวที่ Reuters นำเสนอชี้ว่า ราคาน้ำมันอาจจะยังคงเคลื่อนไหวใกล้เคียงระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานส่วนเกินในตลาดโลกได้หักล้างผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไปบ้าง. การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินให้ฟื้นตัว.

โดยสรุปแล้ว รายงานจากสามสำนักข่าวใหญ่แสดงให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายการเงินของ Fed ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมของ AI ในภาคเทคโนโลยี และต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านพลังงานจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นภาพรวมที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตามอย่างไม่กะพริบตา

ข้อมูลอ้างอิง: