สรุปข่าวเด่น: เฟดเผชิญทางแยก ‘ลดดอกเบี้ย’ ธันวาคม 2025 – ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
วันที่ 2 ธันวาคม 2568
การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ในเดือนธันวาคม 2568 กำลังกลายเป็นจุดสนใจที่สำคัญที่สุดในรอบปีของตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) กำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หรือการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและมุมมองที่แตกแยกอย่างชัดเจน ทั้งในหมู่ผู้กำหนดนโยบายและในตลาดการเงินเอง
ตลาดคาดการณ์ “ก้ำกึ่ง” หลังสัญญาณนโยบายไม่ชัดเจน
Reuters รายงานว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งเป็นมาตรวัดความคาดหวังของตลาดต่อการตัดสินใจของเฟดแบบเรียลไทม์ ขณะนี้สะท้อนโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมอยู่ที่ประมาณ 47 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ “ก้ำกึ่ง” (Toss-up) สะท้อนถึงความสับสนและความไม่มั่นใจในทิศทางนโยบายที่ชัดเจน ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจที่มีความขัดแย้งกัน ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของตลาดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดได้ส่งสัญญาณที่ผสมผสานกันออกมาในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน
CNBC ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ โดยระบุว่าการสื่อสารที่คลุมเครือจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดได้ทำให้เทรดเดอร์ต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันตลาดแรงงานก็เริ่มแสดงสัญญาณอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง
ความเห็นแตกแยกในหมู่ผู้กำหนดนโยบายเฟด
รายงานจาก Bloomberg และ Reuters ชี้ว่า ภายในคณะกรรมการ FOMC เองก็มีความเห็นที่แตกแยกกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ผู้ว่าการเฟดบางราย เช่น นาย Stephen Miran ได้ย้ำถึงข้อเรียกร้องให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 0.50 เปอร์เซ็นต์ ในการประชุมเดือนธันวาคม โดยให้เหตุผลว่าอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างรวดเร็วและการอ่อนตัวของตลาดแรงงานเป็นปัจจัยที่เพียงพอต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
“การตัดสินใจของเฟดในเดือนธันวาคมจะถูกกำหนดขึ้นโดยมีข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการน้อยมาก เนื่องจากความล่าช้าในการเผยแพร่รายงานการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนให้กับการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้”
ในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่เฟดบางส่วนยังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจกลับมาสูงขึ้น และมองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน การแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนนี้ทำให้การประชุมเดือนธันวาคมเป็นไปอย่างตึงเครียดและคาดเดายากยิ่งขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดเกิดใหม่
การตัดสินใจของเฟดมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทย Bloomberg วิเคราะห์ว่า หากเฟดตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงจริง จะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และอาจส่งผลดีต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม หากเฟดเลือกที่จะ “คง” อัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม หรือมีท่าทีที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เงินทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้กลับมาอ่อนค่า และอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับแรงขายทำกำไรได้
บทสรุปและสิ่งที่ต้องจับตา
โดยสรุปแล้ว การประชุม FOMC ในเดือนธันวาคม 2568 เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีเดิมพันสูง ซึ่งจะกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกไปจนถึงปีหน้า รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำทั้งสามแห่งต่างเห็นพ้องต้องกันว่า นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดไม่เพียงแค่ผลการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “Dot Plot” หรือการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตของเจ้าหน้าที่เฟดแต่ละคน และถ้อยแถลงของประธานเฟดหลังการประชุม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงท้ายปีนี้
อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters (ข้อมูล ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568)


















