สรุปข่าวเด่น: เศรษฐกิจโลกฝ่ามรสุมปี 2025 เข้าสู่ปี 2026 อย่างเปราะบาง – รายงานจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
สำนักข่าวการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า แม้ตลาดจะยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตในปี 2026
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: ยืดหยุ่นแต่เปราะบาง (Resilient but Fragile)
รายงานล่าสุดจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งได้รับการเน้นย้ำในบทวิเคราะห์ของ Reuters และ CNBC ระบุว่า เศรษฐกิจโลกได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาดใจตลอดปี 2025 แม้จะต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงและนโยบายการเงินที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม การเติบโตโดยรวมยังคงชะลอตัวลง โดยมีการคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของโลกจะเติบโตในอัตราที่ลดลงในปี 2026 เมื่อเทียบกับปี 2024 นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า การสิ้นสุดของปีที่วุ่นวายนี้ ตลาดการเงินได้เข้าสู่ช่วงที่มั่นคงขึ้น แต่ความผันผวนยังคงเป็นเงาตามติด
อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศ G20 คาดว่าจะลดลงสู่ระดับปานกลางที่ประมาณ 2.9% และ 2.5% ในปี 2026 ตามลำดับ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับธนาคารกลางทั่วโลกในการพิจารณานโยบายการเงินผ่อนคลายในอนาคต แต่กระแสข่าวจาก CNBC ยังคงเตือนถึงความเสี่ยงที่การเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่งอาจทำให้แรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ได้นานกว่าที่คาดการณ์ไว้
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าคือตัวแปรสำคัญ
ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาเป็นความกังวลสูงสุดจากทุกสำนักข่าวคือ ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ Reuters และ Bloomberg ต่างรายงานตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของภาษีนำเข้าใหม่จากสหรัฐฯ และการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ ได้กลายเป็นปัจจัยที่ “จัดระเบียบระบบโลกใหม่” (rewiring the global system) แม้ว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างรุนแรงในทันที แต่นักเศรษฐศาสตร์จาก CNBC เตือนว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายเหล่านี้สร้างความเสี่ยงต่อการลงทุนและการตัดสินใจทางธุรกิจทั่วโลก
ผลกระทบต่ออาเซียนและประเทศไทย: รายงานวิเคราะห์ระบุว่า กลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับความเสี่ยงทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กำลังถูกจัดเรียงใหม่จากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยมีโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในตลาดส่งออกหลัก
ตลาดการเงิน: หุ้นโลกอยู่ในภาวะ “การค้าที่เปราะบาง”
ในส่วนของตลาดทุน Bloomberg News Now รายงานว่า หุ้นทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่ชัดเจนในภาวะที่เรียกว่า “การค้าที่เปราะบาง” (Fragile Trade) แม้ว่าตลาดจะฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดของปี 2025 ได้ แต่ขาดแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนในการทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนยังคงจับตาดูสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปี 2026
CNBC เน้นย้ำว่า ภาคเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้น แต่การประเมินมูลค่าที่สูงลิ่วของหุ้นกลุ่มนี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของการเติบโต ในขณะเดียวกัน Reuters ชี้ว่า ตลาดตราสารหนี้ยังคงมีความผันผวน โดยมีข่าวลือเกี่ยวกับพันธบัตรของบางประเทศที่อาจถูกรวมเข้าในดัชนีระดับโลก ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลก
สรุปและแนวโน้มสำหรับปี 2026
โดยสรุปแล้ว ข้อความหลักจากทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters คือ เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ปี 2026 ด้วยความหวังที่ว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลง แต่ก็มาพร้อมกับความระมัดระวังอย่างสูงต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลและธนาคารกลางจะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถเปลี่ยนจากความยืดหยุ่นที่ “เปราะบาง” ไปสู่การเติบโตที่ “ยั่งยืน” ได้หรือไม่ ผู้ประกอบการและนักลงทุนในประเทศไทยจึงควรติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น.
รายงานข่าวโดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ (อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, Reuters)

















