สรุปข่าวเด่น: Bloomberg, CNBC, Reuters – เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบสุดท้ายปี 2025 สั่นสะเทือนตลาดโลก ‘บาท’ อ่อนค่าต่อเนื่อง

0
162






สรุปข่าวเด่น: Bloomberg, CNBC, Reuters – เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบสุดท้ายปี 2025 สั่นสะเทือนตลาดโลก ‘บาท’ อ่อนค่าต่อเนื่อง


สรุปข่าวเด่น: Bloomberg, CNBC, Reuters – เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบสุดท้ายปี 2025 สั่นสะเทือนตลาดโลก ‘บาท’ อ่อนค่าต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ: รวบรวมและวิเคราะห์จากสำนักข่าว Bloomberg, CNBC และ Reuters

วันที่เผยแพร่: 23 ธันวาคม 2568

รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินโลกประจำสัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 จากสามสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พุ่งเป้าไปที่การตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งสุดท้ายของปี ท่ามกลางภาวะที่ตลาดการเงินโลกกำลังคาดการณ์ถึงทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงในปี 2569 การตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

เฟดส่งสัญญาณชัดเจน: เริ่มวงจรการลดดอกเบี้ย

คณะกรรมการตลาดกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FOMC) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 25 Basis Points ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลายลง และความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยนักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยสิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 4.25% – 4.5% และมีแนวโน้มจะมีการปรับลดเพิ่มเติมอีกหลายครั้งตลอดปี 2569

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่า แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ย แต่การติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวนี้สร้างความโล่งใจให้กับตลาดในวอลล์สตรีท เนื่องจากนักลงทุนได้ประเมินความน่าจะเป็นของการปรับลดดอกเบี้ยไว้สูงถึง 80% ก่อนการประชุม

ปฏิกิริยาของตลาดโลก: หุ้นพุ่ง-บอนด์ยีลด์ผันผวน

ทันทีที่มีการประกาศผลการตัดสินใจของเฟด ตลาดการเงินโลกได้แสดงปฏิกิริยาตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนมองว่านโยบายที่ผ่อนคลายลงจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคธุรกิจและเพิ่มความอยากเสี่ยง (risk appetite) ในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นปรับตัวลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่ลดลง แต่มีรายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวกลับมีความผันผวนและทรงตัวในบางช่วง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีการแข็งค่าขึ้นในช่วงสั้นๆ ก่อนจะอ่อนค่าลงและทรงตัวในระดับที่นักลงทุนกำลังประเมินทิศทางของนโยบายการเงินในอีกหนึ่งปีข้างหน้า

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: ‘บาท’ อ่อนค่าแรงกดดันจากต่างประเทศ

สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจของเฟดครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ ค่าเงินบาท เงินบาทถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 และอาจถึงระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีนโยบายที่เน้นการรักษาเสถียรภาพ แต่แรงกดดันจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยหลัก

นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยชั้นนำของไทยระบุว่า การที่เฟดเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของวงจรการลดดอกเบี้ยจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ ไม่ได้แคบลงอย่างรวดเร็วนัก ซึ่งจะยังคงเป็นแรงกดดันให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทย (SET Index) อาจได้รับอานิสงส์ในเชิงบวกจากกระแสเงินทุนที่เริ่มมองหาสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชียมากขึ้น แต่การฟื้นตัวยังคงเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากความกังวลภายในประเทศเกี่ยวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในปี 2569 และการส่งออกที่ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคจากสงครามการค้าและความต้องการของตลาดโลกที่ลดลง

สรุปโดยรวม การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2568 ได้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในนโยบายการเงินโลก ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินเข้าสู่โหมดการประเมินความเสี่ยงและโอกาสอีกครั้ง ขณะที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายด้านเสถียรภาพของค่าเงินบาทและการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2569.

อ้างอิง: ข้อมูลสรุปจากแหล่งข่าวและบทวิเคราะห์ทางการเงินชั้นนำ