อัปเดตข่าวจาก บลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี, รอยเตอร์ส: ตลาดโลกทะยานรับข่าว ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย ดันวอลล์สตรีททำสถิติสูงสุดใหม่

0
69






อัปเดตข่าว: บลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี, รอยเตอร์ส – ตลาดโลกทะยานรับข่าว ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย


อัปเดตข่าวจาก บลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี, รอยเตอร์ส: ตลาดโลกทะยานรับข่าว ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย ดันวอลล์สตรีททำสถิติสูงสุดใหม่

[รายงานข่าวต่างประเทศ] สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง บลูมเบิร์ก (Bloomberg), ซีเอ็นบีซี (CNBC) และ รอยเตอร์ส (Reuters) ได้รายงานข่าวพาดหัวเดียวกันถึงปฏิกิริยาอันคึกคักของตลาดการเงินทั่วโลก ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve – Fed) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสี่ปี ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวได้จุดพลุให้เกิดการพุ่งทะยานของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

การเคลื่อนไหวของ Fed ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะ “Soft Landing” หรือการชะลอตัวลงอย่างนุ่มนวล โดยไม่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม.

แรงกระเพื่อมจากวอชิงตันสู่ตลาดโลก

รายงานจาก รอยเตอร์ส ระบุว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียและยุโรปก่อนที่ตลาดสหรัฐฯ จะเปิดทำการเสียอีก. ดัชนีหลักในยุโรปหลายแห่งปิดตลาดด้วยตัวเลขที่เป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก็แสดงปฏิกิริยาเชิงบวกต่อข่าวนี้อย่างชัดเจน. นักวิเคราะห์จาก บลูมเบิร์ก ชี้ให้เห็นว่า การที่นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจว่ายุคของดอกเบี้ยสูงได้สิ้นสุดลงแล้ว ทำให้เงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง (Riskier Assets) มากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลง.

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวหลังการประชุมว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และสัญญาณการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานในบางภาคส่วนของตลาดแรงงาน. Fed มองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในจังหวะที่เหมาะสมจะช่วยรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจและป้องกันความเสี่ยงด้านขาลงที่อาจเกิดขึ้นได้.

การเดิมพันของนักลงทุนกับอนาคตดอกเบี้ยต่ำ

นักลงทุนวอลล์สตรีทได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างสูงต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดย ซีเอ็นบีซี รายงานว่า มีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า Fed อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปีหน้า หากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงอยู่ในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารกลาง. แรงขับเคลื่อนนี้ได้ส่งผลให้ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ทำจุดสูงสุดใหม่ โดยมีหุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” เป็นแกนนำในการพุ่งทะยานครั้งนี้.

อย่างไรก็ตาม รายงานของ รอยเตอร์ส ก็ได้มีการเตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ โดยระบุว่า แม้ตลาดจะคึกคัก แต่การประเมินมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงมากในปัจจุบัน ได้เริ่มทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนย้อนนึกถึงเหตุการณ์ฟองสบู่ในอดีต. ความกังวลนี้ชี้ให้เห็นว่า การที่ตลาดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการปรับฐาน (Correction) ได้ในอนาคต หากผลประกอบการของบริษัทไม่ได้เติบโตตามความคาดหวังของนักลงทุน.

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การตัดสินใจของ Fed ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ (Fund Flow) และอัตราแลกเปลี่ยน. การลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มักจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออกของประเทศในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย และยังอาจช่วยลดแรงกดดันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในประเทศลงได้.

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้าสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศและเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดควบคู่ไปกับข่าวสารจากสำนักข่าวระดับโลก.

โดยสรุป การรายงานข่าวจาก บลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี, และ รอยเตอร์ส ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้สร้างปรากฏการณ์ “Global Market Rally” ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวัฏจักรนโยบายการเงินโลก และเป็นยุคที่นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้งหลังเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นมาเป็นเวลานาน