อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตา ‘เฟด’ ก่อนการประชุมเดือนธันวาคม
วันที่ 4 ธันวาคม 2568 | รายงานข่าวเศรษฐกิจโลก
สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงบรรยากาศความไม่แน่นอนในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะการจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนในไตรมาสแรกของปี 2569.
แรงกดดันต่อ ‘เฟด’ กับการตัดสินใจครั้งสำคัญ
รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า “The December Dilemma” หรือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเดือนธันวาคม หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของ Fed เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ทั้งอัตราการจ้างงานที่ยังคงแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงแต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย 2% ได้สร้างความสับสนให้กับนักลงทุนว่า Fed จะตัดสินใจ “คง” อัตราดอกเบี้ยไว้ หรือ “ลด” ลงอีกครั้งในเดือนนี้.
มุมมองนักวิเคราะห์: ความเห็นที่แตกต่างกัน
CNBC ได้รวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่า Fed จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อประเมินผลกระทบของการปรับลดครั้งก่อนหน้า และเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เหมาะสมก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่า การชะลอตัวของภาคการผลิตและแรงกดดันจากตลาดอสังหาริมทรัพย์จะบีบให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนสิ้นปี.
“Tim Waterer หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก KCM Trade ให้ความเห็นผ่าน Reuters ว่า ‘การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคมนี้ ไม่ใช่แค่การจัดการเงินเฟ้อ แต่เป็นการกำหนดความคาดหวังของตลาดสำหรับปี 2569 หากมีการลดดอกเบี้ย ตลาดเกิดใหม่จะได้รับผลบวกทันที แต่หากคงไว้ เราอาจเห็นการเทขายทำกำไรครั้งใหญ่ก่อนสิ้นปี’”
ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยและตลาดเอเชีย ความเคลื่อนไหวของ Fed ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด รายงานของ Reuters ชี้ว่า หาก Fed ตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ย จะส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) โดยดัชนีอาจได้รับแรงหนุนให้ปรับตัวสูงขึ้น ตามความคาดหวังที่ว่าต้นทุนทางการเงินทั่วโลกจะลดลง.
ในทางกลับกัน การที่ Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หรือแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว (Hawkish) ในการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้ “อ่อนค่า” ลงทันที โดยนักวิเคราะห์จาก Kasikorn Research คาดการณ์ว่า การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ของไทย แม้ว่าในระยะสั้นจะเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ส่งออกก็ตาม.
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569: การเติบโตที่แตกต่าง
นอกจากนี้ รายงานข่าวจากทั้งสามสำนักยังได้มองไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 (2026 Outlook) โดยส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคที่ฟื้นตัวในหลายภูมิภาค และการกลับมาลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ CNBC ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ เช่น ความตึงเครียดทางการค้า และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน.
โดยสรุป ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงของการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคมนี้ ไม่เพียงแต่จะกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่นักลงทุนไทยและทั่วโลกจะใช้เป็นเข็มทิศในการวางแผนการลงทุนสำหรับปีถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


















