อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ตลาดโลกตอบรับ “Soft Landing”

0
60






อัปเดตข่าว: Bloomberg, CNBC, Reuters รายงานผลการตัดสินใจดอกเบี้ย Fed และทิศทางตลาดโลก


อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ตลาดโลกตอบรับ “Soft Landing”

วอชิงตัน ดี.ซี. – การตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งล่าสุด ได้ส่งผลสะเทือนไปทั่วตลาดการเงินโลก โดยทั้งสำนักข่าว Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันถึงปฏิกิริยาของนักลงทุนที่ตอบรับต่อสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ซึ่งเป็นการส่งท้ายปีที่ตอกย้ำความหวังในการเกิด “Soft Landing” ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เฟดมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (bps) ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลงเล็กน้อย การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเริ่มต้นวงจรดอกเบี้ยขาลงอย่างเป็นทางการ

Bloomberg: เจาะลึกตลาดพันธบัตรและทิศทางเศรษฐกิจมหภาค

รายงานจาก Bloomberg

สำนักข่าว Bloomberg มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ โดยรายงานว่า ผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-Year Treasury Yield) ได้ปรับตัวลดลงทันทีหลังการประกาศของเฟด เนื่องจากนักลงทุนได้ปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า. การลดลงของ Bond Yields สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยรุนแรงได้.

รายงานยังระบุถึงคำแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ที่ส่งสัญญาณว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปในปี 2569 จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามา (data-dependent) โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI). นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า ตลาดกำลังคาดการณ์ว่าอาจมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2-3 ครั้งตลอดปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น.

CNBC: ปฏิกิริยาของวอลล์สตรีทและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

รายงานจาก CNBC

ด้าน CNBC ซึ่งเป็นช่องข่าวธุรกิจการเงินชั้นนำ รายงานถึงปฏิกิริยาของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอย่างใกล้ชิด โดยดัชนีหลักทั้งสามดัชนี ได้แก่ S&P 500, Dow Jones Industrial Average และ Nasdaq Composite ต่างปิดตลาดด้วยการบวกในแดนบวกอย่างแข็งแกร่ง. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนี Nasdaq ที่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลัก ได้พุ่งขึ้นอย่างโดดเด่นที่สุด.

นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจาก Goldman Sachs ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ระบุว่า “การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฟดมั่นใจในการควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำลายเศรษฐกิจ”. หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ได้รับแรงหนุนมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงจะช่วยเพิ่มมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของกระแสเงินสดในอนาคต ทำให้หุ้นเหล่านี้มีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น. อย่างไรก็ตาม CNBC ยังเตือนถึงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หากข้อมูลเศรษฐกิจในต้นปี 2569 ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง.

Reuters: ผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่และค่าเงินบาท

รายงานจาก Reuters

สำนักข่าว Reuters ให้ความสำคัญกับผลกระทบของการตัดสินใจของเฟดต่อตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์. รายงานระบุว่า ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ได้อ่อนค่าลงเล็กน้อยทันทีหลังการประกาศ ซึ่งเป็นผลบวกต่อสกุลเงินในเอเชียและราคาสินค้าโภคภัณฑ์.

สำหรับประเทศไทยนั้น Reuters ชี้ว่า ค่าเงินบาท (THB) ได้รับอานิสงส์และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมามองหาสินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้น. การแข็งค่าของเงินบาทนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะสั้น แต่ในภาพรวมเป็นสัญญาณที่ดีต่อการไหลเข้าของเงินทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ.

นอกจากนี้ ราคาทองคำในตลาดโลกก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยทำสถิติสูงสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในสภาวะที่ดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ลดลง.

บทสรุปและมุมมองปี 2569

โดยสรุปแล้ว รายงานจากทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจของเฟดครั้งล่าสุดนี้เป็นไปตามความคาดหวังของตลาด และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับนักลงทุนทั่วโลก. ตลาดโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่คาดหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing) ควบคู่ไปกับการผ่อนคลายทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดในปี 2569 ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถของเฟดในการบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย 2% โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง. การรายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการติดตามความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเงินโลกในไตรมาสแรกของปีหน้า.