อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ไต้หวันเขย่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย

0
63






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ไต้หวันเขย่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ไต้หวันเขย่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและไต้หวัน ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก และส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียมีการตอบรับอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี.

สหรัฐฯ-ไต้หวัน บรรลุข้อตกลงลดภาษี แลกกับการลงทุนครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 สหรัฐอเมริกาและไต้หวันได้ประกาศบรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญ โดยมีสาระสำคัญคือการที่สหรัฐฯ ตกลงที่จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวันลงเหลือ 15% จากเดิมที่ 20% พร้อมด้วยการยกเว้นภาษีในบางรายการ. ข้อตกลงนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ไต้หวันได้รับสิทธิพิเศษในระดับ “Most-Favored Treatment” สำหรับสินค้าในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง.

ในทางกลับกัน ข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน จะต้องลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ. การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการ “นำการผลิตกลับประเทศครั้งใหญ่” (massive reshoring) และเสริมสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง.

ตลาดหุ้นเอเชียตอบรับเชิงบวก หุ้นกลุ่มชิปนำโด่ง

ผลตอบรับต่อข่าวข้อตกลงนี้สะท้อนทันทีในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (Taiwan’s benchmark index) พุ่งขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 1.9%. แรงหนุนสำคัญมาจากบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชิป ที่ได้รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งและประกาศแผนการเพิ่มงบประมาณการลงทุน (capital expenditure) ในปี 2569.

แม้ว่าตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมจะมีความผันผวนและบางตลาดเปิดตัวในแดนลบ แต่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีในภูมิภาคกลับมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน. การที่สินค้าเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวันได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก.

นัยยะต่อภูมิภาคและความท้าทายของไทย

ข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงเช่นนี้ ย้ำให้เห็นถึงการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลกครั้งใหม่ โดยมี “ชิป” เป็นหัวใจสำคัญ. การที่ไต้หวันได้รับการปฏิบัติเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์หลัก” (core strategic partner) ของสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยี อาจสร้างแรงกดดันทางอ้อมต่อประเทศผู้ผลิตรายอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย.

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ แต่ความตึงเครียดด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการปรับเปลี่ยนอัตราภาษี รวมถึงการลงทุนข้ามชาติที่มุ่งไปสู่ประเทศที่มีข้อตกลงพิเศษ อาจส่งผลกระทบต่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ (Upstream and Midstream) ของไทย. รายงานจากหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง โดยเน้นการสร้างความร่วมมือในข้อตกลงการค้าพหุภาคี และผลักดันนโยบายเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ให้กลายเป็นผลกระทบทางอุตสาหกรรมที่แท้จริง.

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการค้าโลกกำลังมุ่งสู่การรวมกลุ่มทางยุทธศาสตร์ (strategic bloc formation) มากกว่าการค้าเสรีแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนในภูมิภาคต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด. การลงทุนมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานชิปในอีกหลายปีข้างหน้า.

ข้อมูลอ้างอิง: