อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดหุ้นทั่วโลกทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ รับข่าวดี “ความหวังลดดอกเบี้ย”
รายงานข่าวโดย สำนักข่าวการเงินทั่วโลก (Bloomberg, CNBC, Reuters) | วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568
ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่สภาวะ “กระทิง” อย่างต่อเนื่องในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ท่ามกลางความหวังอันแรงกล้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคม. ข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย ประกอบกับสัญญาณความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในประเทศสำคัญๆ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ตลาดทุนทั่วโลกทะยานขึ้น.
แรงขับเคลื่อนจากความหวัง Fed ลดดอกเบี้ย
สำนักข่าวการเงินชั้นนำต่างรายงานตรงกันว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ Wall Street ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม. ตลาดการเงินมีการประเมินว่าโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) ในการประชุมครั้งถัดไปนั้นมีสูงถึงเกือบ 85% ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ.
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะความตื่นเต้นเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ได้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีทิศทางที่สดใส และส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดในแดนบวกตามไปด้วย. การที่ตลาดหุ้นทั่วโลกสามารถทำมูลค่ารวมได้สูงถึง 148 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 นี้ ตอกย้ำถึงสภาวะ Bull Market ที่แข็งแกร่ง.
การตัดสินใจของธนาคารกลางในซีกโลกใต้และยุโรป
ในขณะที่สายตาของนักลงทุนจับจ้องไปที่ Fed ธนาคารกลางอื่นๆ ก็ได้มีการประกาศการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งได้รับความสนใจจาก Bloomberg และ Reuters เป็นอย่างมาก:
- ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ตัดลดดอกเบี้ย: ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินสดอย่างเป็นทางการ (Official Cash Rate – OCR) ลง 25 Basis Point สู่ระดับ 2.25%. การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์ (Fully Priced In). นักวิเคราะห์ระบุว่า หลังจากการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ตลาดจะมุ่งความสนใจไปที่สัญญาณการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติมในอนาคตของ RBNZ.
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ Riksbank คงอัตราดอกเบี้ย: ทางฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามที่คาดการณ์เช่นกัน. เช่นเดียวกับธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) ที่ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568. การคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักในยุโรปแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการประเมินความเสี่ยงและภาวะเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศยูโรโซน.
มุมมองและแนวโน้มในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ให้ความเห็นกับ CNBC และ Bloomberg ชี้ว่า แม้ตลาดจะมีความคึกคักและทำสถิติสูงสุด แต่ความผันผวนของตลาด (Market Volatility) และการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง. อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นที่ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังแสดงสัญญาณความยืดหยุ่น (Resilience) และการที่ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณถึงจุดสิ้นสุดของวงจรการขึ้นดอกเบี้ยได้เปลี่ยนทิศทางของเงินทุนให้ไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง.
สำหรับนักลงทุน ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่สำคัญที่สุดของปี โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักคือการประชุมของ Fed ในเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่ชัดเจนของอัตราดอกเบี้ยโลกในปี 2569. การลดดอกเบี้ยของ RBNZ และการคงดอกเบี้ยของ ECB และ Riksbank เป็นภาพสะท้อนว่าธนาคารกลางแต่ละแห่งกำลังดำเนินการตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง แต่ภาพรวมใหญ่คือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังผ่อนคลายลง ซึ่งเป็นข่าวดีที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นไว้ได้.
ในช่วงเวลาที่เหลือของปี ตลาดจะยังคงให้ความสำคัญกับรายงานเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังจะเผยแพร่ เพื่อยืนยันความชอบธรรมของความหวังในการลดอัตราดอกเบี้ย และประเมินโอกาสในการเติบโตของภาคธุรกิจและเทคโนโลยีต่อไป.

















