อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกคึกคัก รับสัญญาณ “เฟด” ลดดอกเบี้ย
รายงานข่าวพิเศษ | วันที่ 2 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดของตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองคือสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวในทิศทางบวก
สัญญาณลดดอกเบี้ย “เฟด” จุดประกายความหวัง
รายงานจากหลายแหล่งข่าวชี้ให้เห็นถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินเดือนธันวาคมที่กำลังจะมาถึง นักวิเคราะห์จาก CME Group ประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้มีสูงถึงประมาณ 85% การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน และต่อเนื่องมาถึงต้นเดือนธันวาคม 2568
นักลงทุนมองว่า การเริ่มวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed เป็นสัญญาณบวกต่อสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการลงทุน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงเตือนให้จับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดสุดท้ายในการตัดสินใจของคณะกรรมการ FOMC
ตลาดเอเชียและไทยรับอานิสงส์
ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียได้แสดงแนวโน้มการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงเช้าของการซื้อขาย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีการปรับตัวในทิศทางบวก โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) มากขึ้น การที่ Fed มีแนวโน้มจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ทำให้เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
นักวิเคราะห์การลงทุนในไทยมองว่า หากการลดดอกเบี้ยของ Fed เกิดขึ้นจริง จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมการลงทุนในประเทศ นอกจากนี้ ภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวจากการผ่อนคลายทางการเงิน
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น
รายงานจาก Reuters ชี้ให้เห็นว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญได้ปรับตัวสูงขึ้นตามความคาดหวังของตลาด โดยเฉพาะราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่มักจะปรับตัวขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) มีแนวโน้มลดลง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น 0.5% แตะระดับ 4,274.80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ (Crude Oil) ก็มีการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองเช่นกัน แม้ว่าตลาดจะมีความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันจากการประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน แต่ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะดีขึ้น ก็ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาไว้ได้ การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและอัตราเงินเฟ้อของไทยในระยะถัดไป
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
Chris Hyzy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Merrill และ Bank of America Private Bank ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่า “เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวงจรการผ่อนคลายนโยบายของ Fed” ซึ่งหมายความว่าตลาดอาจจะได้เห็นการลดดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งในปี 2569 มุมมองดังกล่าวตอกย้ำถึงความจำเป็นที่นักลงทุนจะต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยที่กำลังจะเปลี่ยนไป
Paul Gruenwald หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกของ S&P Global Ratings ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมควบคู่ไปกับนโยบายการเงิน โดยสรุปแล้ว ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งมีปัจจัยหลักคือการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และนักลงทุนในประเทศไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนการลงทุนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
รายงานนี้รวบรวมและอ้างอิงข้อมูลสำคัญจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Bloomberg, CNBC และ Reuters


















