อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งรับความเชื่อมั่น Fed และวิกฤต Crypto ETF
กรุงเทพฯ – 2 ธันวาคม 2568
Bloomberg, CNBC และ Reuters สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก ซึ่งรวมถึงการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความเชื่อมั่นในนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความผันผวนรุนแรงในตลาดสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อกลุ่มนักลงทุนรายย่อย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งสูง นักลงทุนมั่นใจการดำเนินนโยบายของ Fed
รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ ปิดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นสัปดาห์การซื้อขาย โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่อแนวทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed). ความเชื่อมั่นดังกล่าวมาจากสัญญาณที่บ่งชี้ว่า Fed อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หรืออาจพิจารณาผ่อนคลายทางการเงินในที่สุด เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย ทำให้ Fed มีช่องว่างในการปรับเปลี่ยนนโยบายได้มากขึ้น.
ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Point ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนจาก Reuters ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้นสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งอาจย้อนให้นึกถึงช่วงฟองสบู่ดอทคอมในอดีต.
ในขณะที่ตลาดหุ้นฟื้นตัว แต่สถานการณ์ในตลาดตราสารหนี้ยังคงมีความน่าสนใจ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-Year Treasury Yield) ยังคงติดอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 4%. นอกจากนี้ ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 15%. การฟื้นตัวของตลาดหุ้นถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้างให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แม้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะยังคงถูกกระทบจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโดยรวม.
วิกฤตตลาด Crypto: นักลงทุนรายย่อยถูกกระทบหนัก ETF ดิ่ง 80%
ในทางตรงกันข้ามกับตลาดหุ้น รายงานจาก Bloomberg โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Vildana Hajric ได้เน้นย้ำถึงความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสกุลเงินดิจิทัล โดยระบุว่า “นักลงทุนรายย่อยในตลาด Crypto ได้รับผลกระทบอย่างหนัก”.
สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ กองทุน ETF ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนในคริปโต (Strategy ETFs) ได้ประสบกับภาวะราคาดิ่งลงอย่างรุนแรงถึง 80%. การร่วงลงอย่างหนักนี้เกิดขึ้นในขณะที่ราคา Bitcoin ยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการ “ดีดตัว” ขึ้นมาบ้าง แต่ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับตลาดโดยรวมได้. นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่เข้าสู่ตลาดในช่วงที่ราคาพุ่งสูงขึ้น กำลังเผชิญกับการขาดทุนอย่างหนัก ทำให้ต้องมีการขายตัดขาดทุน (cut risk) ออกมาอย่างเร่งด่วน. ข้อมูล ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า การที่นักลงทุนรายย่อยต้องแบกรับความเสียหายอย่างหนักนี้ เป็นผลมาจากความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความซับซ้อนและผันผวนสูงในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล.
ประเด็นการค้าโลก: ภาษีนำเข้าใหม่ไม่กระทบตลาดมากนัก
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ Reuters และสำนักข่าวอื่น ๆ รายงานถึงสถานการณ์การค้าโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ตลาดโลกโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ. รายงานระบุว่า “การอัปเดตเรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดโลกได้”.
อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงต้องปรับตัวเข้ากับความเสี่ยงทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง. นอกจากนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ออกมาเตือนว่า การปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าที่สูงเกินไป อาจเป็นชนวนให้เกิดคลื่นของการล้มละลายทางธุรกิจได้. ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้มีการบรรลุข้อตกลงการค้ายาและเทคโนโลยีทางการแพทย์แบบปลอดภาษี (zero-tariff deal) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกเล็กน้อยในความสัมพันธ์ทางการค้า.
สรุป
ภาพรวมข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตลาดการเงินแบบดั้งเดิมที่ได้รับแรงหนุนจากความหวังในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของ Fed และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นและผลขาดทุนอย่างหนักสำหรับนักลงทุนรายย่อย ในขณะที่ประเด็นการค้าโลกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตามองต่อไปในระยะข้างหน้า.
แหล่งที่มา: Bloomberg, CNBC, Reuters และรายงานที่เกี่ยวข้อง.


















