อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกผันผวนหลังรายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ
วันที่ 4 ธันวาคม 2568 | กรุงเทพฯ
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters เปิดเผยตรงกันถึงความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดการเงินทั่วโลก ภายหลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤศจิกายน และการส่งสัญญาณนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของนักลงทุนและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก
ดัชนี CPI สหรัฐฯ ยังคงสูงเกินคาด กดดันการผ่อนคลายนโยบาย
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายนยังคงยืนอยู่เหนือระดับ 3.0% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดบริการและค่าเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดต้องทบทวนความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงต้นปี 2569
สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงในว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของ Fed เริ่มแสดงความกังวลว่า การผ่อนคลายทางการเงินที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้ความพยายามในการควบคุมเงินเฟ้อที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับความคาดหวังของตลาดที่เคยประเมินว่า Fed อาจเริ่มลดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีหน้า การส่งสัญญาณที่เข้มงวดขึ้น (Hawkish Tone) นี้ ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้และส่งให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตลาดหุ้นโลกตอบรับเชิงลบ – ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
ผลกระทบจากรายงานเงินเฟ้อและท่าทีของ Fed สะท้อนอย่างชัดเจนในตลาดหุ้นทั่วโลก CNBC รายงานว่า ดัชนีหลักในวอลล์สตรีทปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ร่วงลงมากกว่า 1.5% ในการซื้อขายวันล่าสุด เนื่องจากความกังวลว่าต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
สรุปข้อมูลตลาดสำคัญ:
- ดัชนี S&P 500: ปิดลบ 1.55%
- ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี: ปรับขึ้นสู่ 4.5%
- ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY): แข็งค่าขึ้น 0.8%
ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนมองว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ จะยังคงกว้างอยู่เป็นระยะเวลานาน ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
ผลกระทบต่อเอเชียและนโยบายการเงินไทย
สำนักข่าว Reuters ชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะตลาดที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และมีภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์สูง ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันนี้ได้ โดยมีการเทขายในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับ Reuters แสดงความเห็นว่า การคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) จะเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย
“แม้ว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อในประเทศจะเริ่มคลี่คลายลง แต่การที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังคงสูง จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้มีแนวโน้มอ่อนค่าลง และอาจส่งผลให้ กนง. ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและป้องกันไม่ให้เงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง” นักวิเคราะห์กล่าว
การคาดการณ์ในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์จากทั้งสามสำนักข่าวใหญ่เห็นพ้องกันว่า จุดสนใจของตลาดในขณะนี้ได้เปลี่ยนไปสู่รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญชิ้นสุดท้ายก่อนการประชุมนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของ Fed ในเดือนนี้ หากตัวเลขการจ้างงานยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณยืนยันว่า Fed จะยังไม่รีบผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคตอันใกล้นี้
นักลงทุนจึงถูกแนะนำให้ติดตามการแถลงข่าวของประธาน Fed อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงเทศกาลวันหยุดสิ้นปี และจะเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนการลงทุนสำหรับปี 2569

















