อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก จับตา ‘เฟด’ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ธ.ค.

0
77






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก จับตา ‘เฟด’ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ธ.ค.


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก จับตา ‘เฟด’ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ธ.ค.

รายงานข่าวโดย: ทีมข่าวเศรษฐกิจโลก (อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters)
วันที่: 7 ธันวาคม 2568

วอชิงตัน/นิวยอร์ก/ลอนดอน: สถานการณ์ตลาดการเงินโลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ท่ามกลางการรอคอยการตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) โดยสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันถึงปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ ทั้งความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed และสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากสงครามภาษีการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น

จับตาท่าที ‘เฟด’ เดือนธันวาคม: ความหวังลดดอกเบี้ย 0.25%

ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดหนีไม่พ้นการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ โดยรายงานจากหลายสำนักชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณอ่อนแรงลง และเพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม การส่งสัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed บางรายได้ออกมาสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้

CNBC และ Bloomberg รายงานว่า ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบและผันผวนหนัก โดยนักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ กับความเชื่อมั่นว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นได้สิ้นสุดลงแล้ว หาก Fed ตัดสินใจลดดอกเบี้ยจริง จะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

เศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามภาษี และความเคลื่อนไหวของ ECB

นอกเหนือจาก Fed แล้ว Reuters ยังรายงานถึงความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังคงมีการถกเถียงกันในกลุ่มผู้กำหนดนโยบายว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอัตราที่สูงหรือไม่ ขณะเดียวกัน ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 (2025) ถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าที่เพิ่มขึ้น (escalating trade tariffs) ซึ่งเป็นความกังวลหลักที่ทำให้การเติบโตของ GDP ทั่วโลกลดลง

ในภูมิภาคเอเชีย CNBC และ Reuters ได้ให้ความสนใจกับตลาดจีน ซึ่งมีรายงานว่าจีนพยายามเพิ่มความพยายามในการขยายการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อประเทศคู่ค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมยังคงได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ

ผลกระทบต่อไทย: ‘บาทแข็ง’ และ ‘SET’ มีโอกาสฟื้นตัว

สำหรับประเทศไทย ความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed มีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินในประเทศ โดยการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการลดดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการบริหารจัดการหนี้สกุลเงินดอลลาร์ แต่ขณะเดียวกันอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก

ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ก็ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังดังกล่าวเช่นกัน โดยมีการรายงานว่า SET Index มีการฟื้นตัวหรือเคลื่อนไหวในทิศทางบวกเล็กน้อยตามตลาดหุ้นในภูมิภาค ท่ามกลางความคาดหวังว่าการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) จะกลับมายังตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลดลง อย่างไรก็ตาม หากความหวังในการลดดอกเบี้ยของ Fed มลายไป ตลาดหุ้นไทยก็อาจเผชิญกับแรงกดดันด้านลบได้เช่นกัน

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำในไทยคาดการณ์ว่า ตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 นี้ จะยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านนโยบายการเงินของ Fed เป็นหลัก ซึ่งนักลงทุนควรติดตามการประกาศอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางของค่าเงินบาทและดัชนี SET ในปี 2569 ต่อไป

หมายเหตุ: เนื้อหาข่าวนี้เป็นการสรุปและวิเคราะห์จากรายงานข่าวและข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่โดย Bloomberg, CNBC และ Reuters รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดไทยจากสถาบันวิจัยในประเทศ โดยไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด