อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก! เฟดหั่นดอกเบี้ยสวนทางตัวเลขจ้างงานแกร่ง
วันที่ 29 ธันวาคม 2568 | รายงานข่าวเศรษฐกิจโลก
สรุปประเด็นสำคัญ: ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในช่วงปลายปี 2568 หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ตัวเลขจ้างงานเดือนธันวาคมที่แข็งแกร่งเกินคาดกลับส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรง สื่อยักษ์ใหญ่ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างจับตาความขัดแย้งของข้อมูลชุดนี้ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ให้กับทิศทางดอกเบี้ยในปี 2569
เฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.50%
รายงานจากสำนักข่าว Bloomberg และ Reuters ระบุตรงกันว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points (0.25%) ในการประชุมครั้งล่าสุด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหลักของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 3.50%. การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และเป็นความพยายามที่จะประคับประคองเศรษฐกิจให้หลีกเลี่ยงภาวะถดถอย (Recession) ท่ามกลางสัญญาณการชะลอตัวในตลาดแรงงานในช่วงก่อนหน้า.
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า การลดดอกเบี้ยเป็นมาตรการป้องกันเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัวส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากเกินไป.
ตัวเลขจ้างงานเดือนธันวาคมสวนทาง ทำ Dow Jones ร่วงหนัก
แม้ว่าการลดดอกเบี้ยจะสร้างความยินดีให้กับตลาดหุ้นในช่วงแรก แต่สถานการณ์ก็พลิกผันอย่างรวดเร็วเมื่อกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนธันวาคม โดยมีรายงานจาก CNBC ชี้ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 256,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก. ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงไปอยู่ที่ 4.1%.
ข้อมูลชุดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น. สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ดัชนีหลักอย่าง Dow Jones ได้ปรับตัวลดลงอย่างหนักทันทีหลังมีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงาน เนื่องจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานถูกตีความว่าเป็นการลดโอกาสที่เฟดจะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกในปี 2569. นักลงทุนต่างกังวลว่า เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินไปอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง และบีบให้เฟดต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงนานกว่าที่คาด.
เงินเฟ้อ 2.7% ยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ
นอกจากตัวเลขจ้างงานแล้ว ข้อมูลเงินเฟ้อก็ยังคงเป็นประเด็นที่ Reuters และ Bloomberg ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อประจำปีของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนยังคงเร่งตัวขึ้นไปอยู่ที่ 2.7% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย 2.0% ของเฟด.
นักวิเคราะห์จาก EY-Parthenon ที่ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ชี้ว่า ข้อมูลเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงนี้ทำให้เฟดต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก. การลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมอาจเป็นเพียงการปรับฐานชั่วคราว แต่หากตัวเลขจ้างงานยังคงแข็งแกร่งและเงินเฟ้อไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ความหวังของตลาดที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยหลายครั้งในปี 2569 ก็อาจจะลดลงอย่างมาก.
บทวิเคราะห์และทิศทางตลาดโลกในปี 2569
นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “A Tale of Two Halves” หรือเรื่องราวสองด้าน.
- ด้านบวก: การลดดอกเบี้ยของเฟดในช่วงปลายปี 2568 ได้ช่วยหนุนให้ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงก่อนวันหยุดคริสต์มาส.
- ด้านลบ: ตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งในเดือนธันวาคมได้ลดโอกาสในการลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปลงอย่างมาก จากที่เคยมีความเป็นไปได้ 100% ก่อนการประชุมเดือนตุลาคม ก็ลดลงเหลือเพียง 60% หลังการแถลงของพาวเวลล์ และยิ่งลดลงไปอีกหลังตัวเลขจ้างงานเดือนธันวาคมออกมา.
สำหรับนักลงทุนไทยและตลาดเอเชีย ความผันผวนจากสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. การที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีผลตอบแทนสูงขึ้นจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ชั่วคราว ทำให้นักลงทุนต้องติดตามการแถลงของเฟดและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไปในช่วงต้นปี 2569 เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุน.
แหล่งข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters (ผ่านการอ้างอิงข้อมูลเศรษฐกิจและการเงิน ณ สิ้นปี 2568)



















