อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกปี 2026 จ่อขยายตัวต่อเนื่อง รับอานิสงส์ AI และการลดดอกเบี้ย
กรุงเทพฯ – วันที่ 1 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์และรายงานข่าวที่สรุปแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยมีใจความสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความคาดหวังในการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก แม้จะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลก: เติบโต 3.2% และยุคดอกเบี้ยขาลงสิ้นสุดลง
รายงานหลายฉบับระบุตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องที่ระดับประมาณ 3.2% ในปี 2569 ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับปี 2568 และ 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการที่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเข้าใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% ในที่สุด การลดลงของเงินเฟ้อนี้เองเป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางหลัก ๆ ของโลกเริ่มดำเนินนโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2568
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่คาดการณ์ว่า วงจรการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลาง G10 ส่วนใหญ่ น่าจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางปี 2569 โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed จะเข้าสู่ระดับคงที่ (Terminal Rate) ที่ประมาณ 3.25% ซึ่งหมายความว่าหลังจากกลางปี 2569 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยจะเข้าสู่ภาวะคงที่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่การกู้ยืมเงินอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าในอดีต
2. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และปรากฏการณ์ AI Supercycle
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินโลก โดยรายงานจาก CNBC และ Bloomberg ชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งแกร่งตลอดปี 2569 ด้วยแรงผลักดันจาก “AI Supercycle” ที่เร่งตัวขึ้น การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ได้ขยายผลกระทบไปยังเกือบทุกภาคส่วนของตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center Real Estate) ซึ่งส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิต (Productivity Gains) ในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก
แม้จะมีข่าวดี แต่ก็มีความกังวลตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักวิเคราะห์ที่มองว่า มูลค่าสินทรัพย์ในตลาดสหรัฐฯ บางส่วนอาจ “ตึงตัว” (Stretched Asset Valuations) มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งอาจนำมาซึ่งความผันผวนของตลาดในระยะสั้น หากผลประกอบการของบริษัทไม่สามารถเติบโตได้ทันความคาดหวังของนักลงทุน
3. ความตึงเครียดทางการค้าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชีย
ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ การรายงานของ Reuters และ Bloomberg ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมาตรการจำกัดการเข้าถึงชิปและอุปกรณ์การผลิตเทคโนโลยีชั้นสูงของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจีนจะเผชิญกับอุปสรรคจากมาตรการภาษีที่สูง แต่การส่งออกโดยรวมของจีนก็ยังคงเติบโตในอัตราที่สมเหตุสมผลและคาดว่าจะดำเนินไปต่อเนื่องในปี 2569 นอกจากนี้ การคาดการณ์ถึง ความเป็นไปได้ที่จะมีการขยายเวลาการพักรบทางการค้า (Trade Truce) ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยลดความเสี่ยงภายนอกสำหรับตลาดเอเชียและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกได้ สำหรับประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การคงอยู่ของความขัดแย้งทางการค้ายังคงสร้างโอกาสในการย้ายฐานการผลิต แต่ก็ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคการส่งออกที่ต้องพึ่งพาอุปสงค์จากสองมหาอำนาจหลักนี้
โดยสรุป ภาพรวมข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกชี้ให้เห็นถึงปี 2569 ที่เป็นปีแห่งการเติบโตที่มั่นคงขึ้นจากการลดอัตราดอกเบี้ยและแรงขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี AI แต่ก็เป็นปีที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดหุ้น และความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว



















