อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดคงดอกเบี้ย ส่งสัญญาณ “ยุคแห่งการผ่อนคลาย” ดันตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่ง

0
121






อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดคงดอกเบี้ย ส่งสัญญาณ “ยุคแห่งการผ่อนคลาย” ดันตลาดหุ้นพุ่ง


อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดคงดอกเบี้ย ส่งสัญญาณ “ยุคแห่งการผ่อนคลาย” ดันตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่ง

รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินโลกที่สำคัญล่าสุดจากสามสำนักข่าวชั้นนำ Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 แต่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นถึงแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จุดชนวนให้ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และเอเชีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ตามมา.

Bloomberg: วิเคราะห์นโยบายการเงินและความเห็นของประธานเฟด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยเน้นย้ำถึงรายละเอียดของการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25% – 5.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้. อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ “Dot Plot” หรือแผนภาพจุดที่แสดงการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตของกรรมการเฟด ซึ่งบ่งชี้ว่ากรรมการส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 75 จุดพื้นฐาน (0.75%) ในปี 2569 ซึ่งมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า.

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า แม้ว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุด แต่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อที่ “น่าพอใจ” และยอมรับว่าเฟดกำลังเปลี่ยนจุดสนใจไปสู่ความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเข้มงวดของนโยบายการเงินที่มากเกินไป. นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดถึง “ยุคแห่งการผ่อนคลาย” ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งทำให้ตลาดตีความว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า.

CNBC: ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นและวอลล์สตรีท

ด้าน CNBC ซึ่งเป็นช่องข่าวที่เน้นการรายงานตลาดแบบเรียลไทม์ ได้รายงานถึงปฏิกิริยาอันรุนแรงในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทันทีหลังจากการแถลงการณ์ของประธานเฟด. ดัชนีหลักทั้งสาม ได้แก่ Dow Jones Industrial Average, S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี S&P 500 ปิดตลาดในวันนั้นด้วยการทำสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่.

ผู้ค้าและนักวิเคราะห์ในรายการ “Fast Money” ของ CNBC ต่างแสดงความเห็นว่า ตลาดได้รับสิ่งที่ต้องการคือ “ความชัดเจน” และ “การรับประกัน” ว่าเฟดได้เสร็จสิ้นภารกิจการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว. หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) เป็นตัวนำตลาด โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและเพิ่มมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต. นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรก็ตอบรับในเชิงบวกเช่นกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4.0% เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน สะท้อนถึงความต้องการพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น.

Reuters: ผลกระทบต่อเอเชีย สินค้าโภคภัณฑ์ และค่าเงิน

ขณะที่ Reuters ได้ขยายขอบเขตการรายงานไปยังผลกระทบระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์. ตลาดหุ้นในเอเชียแปซิฟิกเปิดทำการในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยบรรยากาศการซื้อขายที่คึกคัก โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 1.5%. เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชีย เนื่องจากความเสี่ยงจากดอลลาร์ที่แข็งค่าเริ่มลดลง.

ในด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบโลกและทองคำต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน. Reuters อ้างถึงนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า การคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟดกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นในอุปสงค์พลังงานในอนาคต และทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ. นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์.

โดยสรุป รายงานจากทั้งสามสำนักข่าว Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายการเงินโลก ซึ่งได้สร้างความหวังครั้งใหม่ให้กับนักลงทุนทั่วโลก และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ “เป็นมิตร” ต่อการเติบโตมากขึ้นในปี 2569.

ที่มา: สรุปและวิเคราะห์จากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters (15 ธันวาคม 2568)