อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: บลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์ส
ตลาดโลกรับมือ ‘เฟด’ คงดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามภาษี
รายงานข่าวจาก สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg), CNBC และ รอยเตอร์ส (Reuters)
คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 โดยส่งสัญญาณถึงความระมัดระวังในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำของโลกรายงานตรงกัน
Bloomberg: การวิเคราะห์เชิงลึกของเฟดและตลาดตราสารหนี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การตัดสินใจของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดและคณะกรรมการฯ ในการคงอัตราดอกเบี้ยถือเป็นการส่งสารที่ชัดเจนไปยังตลาดว่า “การต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุด” แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานจะเริ่มชะลอตัวลง แต่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าบริการที่สูงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เฟดไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ตามที่ตลาดคาดหวัง รายงานระบุว่า ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกตอบสนองด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เนื่องจากนักลงทุนประเมินความเสี่ยงใหม่ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569
นอกจากนี้ บลูมเบิร์กยังเน้นย้ำถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่า “ธีม AI ในปี 2568” ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้จะมีแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ย แต่หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผู้ให้บริการคลาวด์ยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
CNBC: ปฏิกิริยาของวอลล์สตรีทและผลกระทบต่อผู้บริโภค
ด้าน CNBC ได้รายงานถึงปฏิกิริยาของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท โดยระบุว่าดัชนีหลักทั้งสาม ได้แก่ Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq มีความผันผวนสูงในช่วงหลังการแถลงข่าวของประธานเฟด อย่างไรก็ตาม ตลาดสามารถปิดทำการได้โดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทำให้วอลล์สตรีทสามารถรักษาการทำกำไรติดต่อกันเป็นสี่วันได้
นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า ความกังวลที่แท้จริงได้เปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยไปสู่ “กำลังซื้อของผู้บริโภค” รายงานระบุว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สูงและต้นทุนผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครัวเรือนชาวอเมริกันต้องเผชิญกับ “ตลาดงานที่ยากลำบาก” แม้ว่าอัตราการว่างงานจะยังคงต่ำ แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการใช้ชีวิตได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีหน้า
มุมมองจากตลาดแรงงาน: CNBC ได้สัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์หลายรายที่ระบุว่า บริษัทหลายแห่งได้เริ่มปรับลดขนาดองค์กรลงเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI โดยตรง ซึ่งเป็นความท้าทายที่เฟดจะต้องพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป
Reuters: สงครามภาษีและการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์สได้ให้ความสำคัญกับมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบของการค้าโลก โดยพาดหัวข่าวถึง “การปรับขึ้นภาษีครั้งใหม่ของสหรัฐฯ” ที่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย และสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รายงานชี้ว่า มาตรการภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ได้สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคี และบังคับให้ผู้ผลิตในเอเชียต้องเร่งปรับแผนการผลิตและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) รอยเตอร์สระบุว่า ประเทศสมาชิกกำลังพยายาม “ปรับตัวต่อความเสี่ยงทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยและเวียดนามที่กำลังกลายเป็นทางเลือกหลักสำหรับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการย้ายฐานการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของภาษีอาจกระตุ้นให้เกิด “คลื่นของการล้มละลายทางธุรกิจ” ในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกสูงบางประเภท ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลในภูมิภาคต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สรุปภาพรวม: การคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดและการคงอยู่ของความตึงเครียดทางการค้า ทำให้ตลาดการเงินโลกเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 ด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โดยนักลงทุนและภาคธุรกิจต่างจับตาดูว่านโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะสามารถนำพาเศรษฐกิจ “ลงจอดอย่างนุ่มนวล” ได้หรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อและสงครามภาษีที่ขยายวงกว้างขึ้น



















