อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดคงดอกเบี้ยยาว ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและค่าเงินบาท (อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters)

0
84






อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดคงดอกเบี้ยยาว ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและค่าเงินบาท (อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters)


อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดคงดอกเบี้ยยาว ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและค่าเงินบาท (อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters)

สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานและวิเคราะห์ตรงกันถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินทั่วโลก ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงตามที่คาดการณ์ไว้ โดยเน้นย้ำถึงความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และแรงกดดันต่อค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ รวมถึง “ค่าเงินบาท” ของไทย

มุมมองจาก Bloomberg: จับตาผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และค่าเงินบาท

Bloomberg ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดเชิงลึก รายงานว่า การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yields) โดยเฉพาะรุ่นอายุ 2 ปี มีความผันผวนอย่างหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าและออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets).

นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ เพื่อกลับไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในสหรัฐฯ. สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะ “ค่าเงินบาท” ของไทยที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ. อย่างไรก็ตาม หากในอนาคต Fed ส่งสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น ก็อาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้ง เนื่องจากจะทำให้พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของเอเชียมีความน่าสนใจมากขึ้น.

— ข้อมูลจาก Bloomberg —

CNBC ชี้ชัด: ความผันผวนในวอลล์สตรีท และมุมมองนักลงทุน

ด้าน CNBC ซึ่งเป็นช่องข่าวที่มุ่งเน้นไปยังตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและนักลงทุนโดยเฉพาะ ได้รายงานถึงปฏิกิริยาของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ว่ามี “ความผันผวนอย่างมาก” ทันทีหลังการแถลงการณ์ของประธาน Fed. รายงานระบุว่า แม้การคงดอกเบี้ยจะเป็นไปตามคาด แต่ถ้อยแถลงที่ยังคงมีความ “เหยี่ยว” (Hawkish) หรือเน้นการคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป ได้ทำให้นักลงทุนบางส่วนเกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี.

การวิเคราะห์ของคณะกรรมการการลงทุน (Investment Committee) บน CNBC ชี้ว่า ตลาดกำลังพยายามตีความสัญญาณของ Fed ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในปีหน้ากี่ครั้ง ซึ่งความคาดหวังของตลาดกับสัญญาณของ Fed มักจะไม่ตรงกัน และเป็นสาเหตุหลักของความผันผวน. นอกจากนี้ ผลสำรวจทางเศรษฐกิจของ CNBC ยังสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนชาวอเมริกันยังคงมีมุมมองที่ผสมผสานต่อทิศทางของตลาดหุ้น โดยมีการจับตาดูข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างใกล้ชิดก่อนการประชุม Fed ครั้งถัดไป.

— ข้อมูลจาก CNBC —

Reuters สรุปภาพรวม: การคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลก

ในส่วนของ Reuters ซึ่งมีจุดเด่นในการนำเสนอภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก รายงานว่า ตลาดการเงินโลกยังคงมีการ “เดิมพัน” ครั้งใหญ่ว่า Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า โดยแรงผลักดันหลักมาจากความเชื่อที่ว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง.

Reuters อ้างถึงผู้จัดการกองทุนระหว่างประเทศที่ให้ความเห็นว่า “เราไม่เห็นความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นเป็นกรณีพื้นฐาน ดังนั้นเรายังคิดว่า Fed มีช่องทางที่จะปรับลดดอกเบี้ยได้”. อย่างไรก็ตาม รายงานยังเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาควบคู่ไปกับนโยบายดอกเบี้ยของ Fed. การตัดสินใจของ Fed ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังกำหนดทิศทางของกระแสการค้าและการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างเกาหลีใต้และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

— ข้อมูลจาก Reuters —

บทสรุปสำหรับนักลงทุนไทย

โดยสรุป การวิเคราะห์จากทั้งสามสำนักข่าวชี้ให้เห็นว่า นโยบายการเงินของ Fed ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดการเงินโลก. สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการในประเทศไทย ควรติดตามตัวเลขผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นมาตรวัดสำคัญต่อเสถียรภาพของ “ค่าเงินบาท” และต้นทุนทางการเงินในประเทศ. ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอาจได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ หาก Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายที่ชัดเจนขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่หลายฝ่ายจับตามองสำหรับการเข้าสู่ปีใหม่

อ้างอิง: