อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: สถานการณ์ภาษีสหรัฐฯ, ตลาดผันผวน, และการขับเคลื่อนของ AI จาก Bloomberg, CNBC, Reuters
วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่เต็มไปด้วยความผันผวนและปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายภาษีการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนตลาด.
นโยบายภาษีสหรัฐฯ เขย่าตลาดโลก
สถานการณ์ด้านภาษีการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) ว่าการจัดเก็บภาษีนำเข้าบางส่วนภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นั้นขัดต่อกฎหมาย. อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเดินหน้าเรียกเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตราร้อยละ 15 ทั่วโลก โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับอื่นเพื่อทดแทนมาตรการเดิมที่ถูกตีตกไป.
การเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ดัชนีหลักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเปิดตลาดในวันจันทร์ด้วยภาวะติดลบ เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาษีใหม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน. ตลาดหุ้นยุโรปก็เปิดสัปดาห์ในแดนลบเช่นกัน โดยนักลงทุนกำลังประเมินผลกระทบจากนโยบายภาษีใหม่ของทรัมป์ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก. Bloomberg Economics ประเมินว่ามาตรการภาษีใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ และอาจฉุดรั้ง GDP ของสหรัฐฯ ให้ปรับตัวลงถึงร้อยละ 1.8 พร้อมกับกระตุ้นเงินเฟ้อ.
ตลาดหุ้นผันผวน ทองคำปรับขึ้นรับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเผชิญกับความผันผวน โดยดัชนี Stoxx 600 ทั่วยุโรปปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันจันทร์ ขณะที่ดัชนี DAX ของเยอรมนีร่วงลงร้อยละ 0.6 และ CAC 40 ของฝรั่งเศสลดลงร้อยละ 0.2. ในทางตรงกันข้าม ราคาทองคำโลกกลับยืนเหนือระดับ 5,100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) หลังศาลสูงสหรัฐฯ จำกัดอำนาจภาษี และท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์.
นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจจากสหราชอาณาจักร เช่น ยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ในเดือนมกราคม 2569 และฐานะการคลังที่เกินดุลงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ ก็เป็นปัจจัยที่นักลงทุนจับตาดูอย่างใกล้ชิด.
AI และ Big Tech ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
แม้ตลาดจะมีความไม่แน่นอน แต่ภาคเทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งเป็นประวัติการณ์. Nvidia ผู้ผลิตชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AI รายงานรายได้ในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 62 จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง. Meta Platforms บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ก็มีผลประกอบการที่น่าประทับใจเช่นกัน.
นวัตกรรมด้าน AI ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย Bloomberg ได้เปิดตัว ASKB ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซ AI เชิงสนทนาใหม่สำหรับ Bloomberg Terminal® เพื่อช่วยให้นักลงทุนค้นหา วิเคราะห์ และดำเนินการกับข้อมูลได้เร็วขึ้นอย่างมาก. ความสำเร็จของ Big Tech เหล่านี้ตอกย้ำมุมมองของนักลงทุนว่า AI ไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่เป็นเมกะเทรนด์ที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทั่วโลก.
การเมืองโลกและนโยบายธนาคารกลาง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับร้อยละ 3.50 – 3.75 ในการประชุมเดือนมกราคม 2569 ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของตลาด และเป็นการส่งสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง. นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Fed อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปี 2569 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ.
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสนใจ. ขณะเดียวกัน จีนกำลังมองหาโอกาสเชิงยุทธศาสตร์จากมาตรการภาษีของทรัมป์ โดยพยายามปรับโครงสร้างเครือข่ายการค้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในอนาคต.
สรุป
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นเผชิญแรงกดดันและหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้น. อย่างไรก็ตาม ภาคเทคโนโลยีและ AI ยังคงเป็นแสงสว่างที่ขับเคลื่อนการเติบโตและนวัตกรรม. นักลงทุนจึงจำเป็นต้องติดตามข่าวสารและข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว.

















