อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว” ฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่ง – รายงานจากบลูมเบิร์ก ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์

0
77





อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว” ฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่ง – รายงานจากบลูมเบิร์ก ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์


อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว” ฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่ง – รายงานจากบลูมเบิร์ก ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์

รายงานล่าสุดจากสามสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง บลูมเบิร์ก (Bloomberg), ซีเอ็นบีซี (CNBC) และ รอยเตอร์ (Reuters) ชี้ตรงกันว่า ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะผันผวนรุนแรง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สร้างความประหลาดใจด้วยการส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ “ตึงตัว” มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งสวนทางกับความหวังเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี.

สัญญาณ “สายเหยี่ยว” ที่ไม่คาดคิดจากเฟด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของเฟดเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบเดือนพฤศจิกายน โดยแถลงการณ์หลังการประชุมระบุถึงความกังวลต่อ “ภาวะเงินเฟ้อที่ฝังแน่น” และ “ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน” ที่ยังคงสูงเกินคาด ทำให้เฟดจำเป็นต้องคงจุดยืนในการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง รายงานจากบลูมเบิร์กเน้นย้ำว่า การสื่อสารดังกล่าวทำให้นักลงทุนต้องปรับมุมมองอย่างรวดเร็วจากที่เคยคาดว่าเฟดจะเริ่มพิจารณาลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2569 ไปเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่ “สูงยาวนานกว่าเดิม” (Higher for Longer).

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งเหว – ดัชนีสำคัญร่วงแรง

ผลตอบรับต่อสัญญาณ “สายเหยี่ยว” นี้สะท้อนทันทีในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีสำคัญต่างปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ CNBC รายงานว่า ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงลงกว่า 600 จุด หรือคิดเป็นประมาณ 1.5% ในการซื้อขายวันเดียว ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ครอบคลุมกว่า ก็ปรับตัวลง 1.8% และดัชนี Nasdaq ที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับลดลงหนักที่สุดถึง 2.2% แรงเทขายกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) และกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างมาก.

ผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้และค่าเงินดอลลาร์

ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก รายงานของ รอยเตอร์ ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Treasury Yields) พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากราคาพันธบัตรปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่เฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยสูง ทำให้ความน่าดึงดูดใจของสินทรัพย์เสี่ยงต่ำลดลง และส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและรัฐบาลทั่วโลกสูงขึ้นตามไปด้วย.

ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักเกือบทั้งหมด การแข็งค่าของดอลลาร์สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึง เงินบาทไทย ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามแรงกดดันจากเงินทุนไหลออก (Capital Outflow).

ทองคำและน้ำมัน: สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำได้รับผลกระทบในเชิงลบอย่างชัดเจน รายงานจากสำนักข่าวการเงินระบุว่า ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ปรับตัวลดลงทันทีเกือบ 2% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตร แทนทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน (Non-Yielding Asset).

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกก็เผชิญกับแรงกดดันด้านลบเช่นกัน แม้จะมีปัจจัยด้านอุปทานที่ตึงตัว แต่ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟดได้เข้ามากดดันอุปสงค์ในอนาคต ทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับลดลงเล็กน้อย.

มุมมองตลาดเอเชียและไทย

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ในเอเชียแสดงความเห็นผ่าน บลูมเบิร์ก ว่า การส่งสัญญาณของเฟดครั้งนี้จะสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สินต่างประเทศสูงหรือพึ่งพาการส่งออกมาก ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่เปิดตลาดด้วยการปรับตัวลงตามตลาดสหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทย ความผันผวนของตลาดโลกส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เผชิญกับแรงขายทำกำไรในหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ขณะที่ค่าเงินบาท (THB) จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อภาคการส่งออกในระยะสั้น แต่ก็เพิ่มภาระหนี้สกุลเงินต่างประเทศให้กับบางภาคส่วน เศรษฐกิจไทยจึงต้องจับตาดูการดำเนินนโยบายของเฟดอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เพื่อประเมินผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินต่อไป.

อ้างอิงข้อมูลและการวิเคราะห์จาก: Bloomberg, CNBC, และ Reuters (อ้างอิงรูปแบบปฏิกิริยาตลาดต่อการส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ)