อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟด, ราคาน้ำมัน, และตลาดเอเชียล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
วอลล์สตรีทและตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปี 2568 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงเผชิญแรงกดดันจากอุปทานล้นตลาด ซึ่งเป็นประเด็นที่สำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกัน
1. การตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
รายงานจาก CNBC และ Bloomberg ชี้ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ ได้สร้างความคาดหวังอย่างสูงในตลาด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed อาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ซึ่งจะเป็นการปรับลดครั้งที่สามในปีนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “การจ่ายเงินดาวน์” (down payment) เพื่อส่งสัญญาณเชิงบวกต่อวอลล์สตรีทและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในตลาดไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด บุคคลสำคัญในวอลล์สตรีทบางราย เช่น Jamie Dimon ได้ออกมาเตือนถึง “แมลงสาบ” (cockroaches) ที่อาจซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนความกังวลว่า เศรษฐกิจอาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เห็น และความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมก็เริ่มลดลง การส่งสัญญาณที่สับสนนี้ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความผันผวนสูง โดยนักลงทุนจับตาดูการแถลงการณ์ของประธาน Fed นายเจอโรม พาวเวลล์ อย่างใกล้ชิดเพื่อหาความชัดเจนในนโยบายปีหน้า
2. ราคาน้ำมันโลกเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง (Reuters Focus)
ด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายงานสำรวจความคิดเห็นของ Reuters ชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) มีแนวโน้มที่จะถูกจำกัดอยู่ในระดับใกล้เคียง 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตลอดปี 2568 โดยผลสำรวจล่าสุดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 67.99 ถึง 74.33 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสัญญาณของการปรับลดประมาณการลงติดต่อกันเป็นครั้งที่แปด
ปัจจัยหลักที่กดดันราคาน้ำมันคือ ภาวะอุปทานล้นตลาดทั่วโลก นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler ให้ความเห็นกับ Reuters ว่า อุปทานใหม่จากทั่วโลกมีมากกว่าความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวในประเทศจีน แนวโน้มอุปทานที่แซงหน้าอุปสงค์นี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงปลายปี 2568 ซึ่งทำให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC+) ต้องพิจารณาแผนการผลิตอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลของตลาดโลก
3. ตลาดเอเชียแปซิฟิกเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน (CNBC Focus)
สำหรับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รายงานจาก CNBC ระบุว่า ตลาดมีการเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน (Mixed Performance) ในด้านหนึ่ง ตลาดได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวก เช่น ความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์บางส่วน ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกในตลาด
อย่างไรก็ตาม ตลาดบางแห่งยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศ อาทิ ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อในโตเกียวที่สูงกว่าการคาดการณ์ ซึ่งส่งผลให้ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดอื่น ๆ ในเอเชียยังคงให้ความสำคัญกับข้อมูลเงินเฟ้อและรายงานผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ที่กำลังจะทยอยประกาศออกมา โดยรวมแล้ว นักลงทุนในเอเชียยังคงรักษาสมดุลระหว่างความหวังในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กับความระมัดระวังต่อผลกระทบจากนโยบายการเงินของ Fed และทิศทางของค่าเงินในภูมิภาค
สรุปโดยรวม เศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 จึงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีจุดเสี่ยงหลักอยู่ที่ความชัดเจนของนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Fed และเสถียรภาพของราคาน้ำมันโลก ซึ่งเป็นสองปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลก


















