อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกปี 2025 เผชิญความท้าทาย ‘การชะลอตัว’ และ ‘วิกฤตหนี้’
รายงานข่าวต่างประเทศ (7 ธันวาคม 2568)
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานที่สอดคล้องกัน โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2025 ที่จะเผชิญกับแรงกดดันครั้งใหญ่ จากปัจจัยหลักสองประการคือ ‘การชะลอตัวของอัตราการเติบโต’ และ ‘วิกฤตหนี้ในประเทศกำลังพัฒนา’ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลและภาคธุรกิจทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
การคาดการณ์จาก Bloomberg: การเติบโตที่ชะลอตัวสู่ 3.0%
รายงานการวิเคราะห์ล่าสุดจาก Bloomberg ระบุว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั่วโลกในปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.0% ซึ่งเป็นการปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตที่ 3.2% ในปี 2024 โดยปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตนี้คือความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ประเมินว่า ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับอุปสงค์ในตลาดโลกที่อาจลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
CNBC วิเคราะห์: สงครามการค้าและผลกระทบของภาษีนำเข้า
ด้าน CNBC ได้ให้ความสำคัญกับประเด็น ‘สงครามการค้า’ โดยอ้างถึงความเห็นจากผู้กำหนดนโยบายและอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ระบุว่า แรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าและมาตรการภาษีนำเข้า (Tariffs) กำลังเป็นตัวถ่วงสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับโลก
รายงานของ CNBC ชี้ว่า แม้ผลกระทบเต็มรูปแบบของภาษีนำเข้าจะยังไม่ปรากฏชัดเจนในทันที แต่มีการเตือนว่าผลกระทบที่ล่าช้ากำลังจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง โดยจะทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคโดยตรง และเป็นความท้าทายที่บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
รายงานจาก Reuters: คำเตือนวิกฤตหนี้ในประเทศกำลังพัฒนา
ขณะที่ Reuters ได้รายงานคำเตือนที่น่ากังวลจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก “ยังไม่พ้นจากอันตราย” (not out of the woods) จากปัญหาหนี้สินที่สูงขึ้น ข้อมูลที่น่าตกใจคือ ส่วนต่างระหว่างต้นทุนการชำระหนี้กับแหล่งเงินทุนใหม่ของประเทศกำลังพัฒนาได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่า 50 ปี
ธนาคารโลกเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่าง ‘รุนแรง’ (radical) เพื่อสร้างความโปร่งใสในเรื่องหนี้สินสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและผู้ให้กู้ เนื่องจากประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการชำระหนี้ครั้งใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ที่ต้องชำระคืนให้กับประเทศจีน ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2025 ยอดชำระหนี้รวมจากประเทศกำลังพัฒนาจะสูงถึง 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤต ธนาคารโลกได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เศรษฐกิจเกิดใหม่จะต้องเติบโตให้เร็วขึ้นอย่างมาก เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้
บทสรุปและผลกระทบต่อตลาดโลก
โดยสรุปแล้ว รายงานข่าวล่าสุดจากทั้งสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2025 ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในด้านการค้าและการเงิน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่นำโดยความขัดแย้งทางการค้า ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดทุนทั่วโลกต้องเข้าสู่โหมดความระมัดระวัง (Caution Mode) โดยนักลงทุนต่างจับตาดูการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความคืบหน้าของมาตรการกีดกันทางการค้า
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาและมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก การคาดการณ์เหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด รัฐบาลและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาท การชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ และการบริหารจัดการต้นทุนที่อาจสูงขึ้นจากมาตรการภาษีทั่วโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่



















