อัพเดทข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% ส่งท้ายปี 2025 ตลาดโลกผันผวน จับตา ‘สัญญาณเหยี่ยว’

0
76






อัพเดทข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% ส่งท้ายปี 2025 ตลาดโลกผันผวน จับตา ‘สัญญาณเหยี่ยว’


อัพเดทข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% ส่งท้ายปี 2025 ตลาดโลกผันผวน จับตา ‘สัญญาณเหยี่ยว’

วอชิงตัน ดี.ซี. – คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (0.25%) ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเป้าหมายใหม่อยู่ในช่วง 3.50% ถึง 3.75% โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงเล็กน้อย ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับประมาณ 2.8%

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกคือ ถ้อยแถลงที่ “แข็งกร้าว” (Hawkish) ประกอบการลดดอกเบี้ย ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Bloomberg และ CNBC ชี้ว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งต่อไปอาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย หรืออาจหยุดพักการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไว้ชั่วคราว เพื่อประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: พุ่งขึ้นก่อนร่วงลง

รายงานจาก CNBC ระบุว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในช่วงแรกตอบรับเชิงบวกต่อข่าวการลดดอกเบี้ย โดยดัชนีหลักทั้งสามดัชนี (Dow Jones, S&P 500, Nasdaq) ปรับตัวขึ้นทันที เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นปัจจัยสนับสนุนสภาพคล่องและการเติบโตของบริษัท อย่างไรก็ตาม เมื่อนักลงทุนได้พิจารณาถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจ (Dot Plot) ที่แสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกแยกในหมู่กรรมการ FOMC และการคาดการณ์จำนวนครั้งของการลดดอกเบี้ยในปีหน้าที่มีแนวโน้มลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ค่อยๆ ชะลอตัวลงและปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อย

ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและประเทศไทย

Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ตอบสนองอย่างระมัดระวังต่อผลการประชุมของเฟด โดยตลาดหุ้นหลายแห่ง ปรับตัวลดลง หลังจากที่เปิดตลาดด้วยการปรับขึ้นเล็กน้อย นักลงทุนในเอเชียแสดงความกังวลต่อ “สัญญาณเหยี่ยว” ที่ส่งออกมา ทำให้ความหวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างรวดเร็วในปี 2569 ลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการไหลเข้าของเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

สำหรับประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เผชิญกับแรงขายทำกำไรในช่วงบ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่อ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ มีความผันผวน โดยในช่วงแรกเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางของสกุลเงินเอเชียอื่นๆ แต่กลับมาอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วหลังจากตลาดตีความสัญญาณของเฟดว่าอาจชะลอการลดดอกเบี้ยในอนาคต

บทวิเคราะห์และมุมมองข้างหน้า

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า การลดดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้เป็นเหมือนการ “ประกันความเสี่ยง” ต่อเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว แต่การที่เฟดไม่ให้คำมั่นสัญญาเรื่องการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง (No Guarantee) เป็นการตอกย้ำว่า การต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ CNBC ชี้ว่า ภาคธุรกิจควรเตรียมพร้อมสำหรับภาวะที่อัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (Higher-for-Longer) ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและการลงทุนในปีหน้า

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธปท. จะยังคงนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง โดยอาจพิจารณาปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก เช่น หนี้ครัวเรือนและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การที่เฟดส่งสัญญาณชะลอการลดดอกเบี้ย อาจทำให้ ธปท. มีแรงกดดันน้อยลงในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามสหรัฐฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินบาทและป้องกันเงินทุนไหลออกในระยะสั้น

สรุปได้ว่า การประชุม FOMC ในเดือนธันวาคม 2568 นี้ ได้นำมาซึ่งความโล่งใจในแง่ของการลดดอกเบี้ย แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดด้วยถ้อยแถลงที่ระมัดระวัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาดูตลอดปี 2569

อ้างอิงข้อมูลและการวิเคราะห์จาก: Bloomberg, CNBC, Reuters