อัพเดทข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบใหม่ ดันตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่ง ราคาน้ำมันทรงตัวจากมติ OPEC+
กรุงเทพฯ: รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เปิดเผยถึงพัฒนาการสำคัญในตลาดการเงินโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ข่าวใหญ่ที่สุดคือการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกที่ยังคงทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง และการจับตาการประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน OPEC+ ที่มีผลต่อราคาพลังงานโลก
การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับสมดุลครั้งใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยนักลงทุนและภาคธุรกิจต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดถึงทิศทางนโยบายการเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลักที่จะส่งผลต่อต้นทุนและกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ.
การตัดสินใจของ Fed: ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหนุนการเติบโต (รายงานโดย Bloomberg)
ตามรายงานของ Bloomberg, ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ลงอีก 0.25% ในการประชุมล่าสุด ซึ่งเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน โดยอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันได้ถูกปรับมาอยู่ในช่วง 3.75% ถึง 4.00% การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้าและภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย.
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายเพิ่มเติม หากข้อมูลทางเศรษฐกิจยังคงบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการเติบโต. การส่งสัญญาณในลักษณะ “Dovish” นี้ ทำให้นักลงทุนในตลาดการเงินเพิ่มการคาดการณ์ว่า Fed อาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เงินทุนไหลออกจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) ทั่วโลก รวมถึงตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย.
ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งรับข่าวดีจาก Fed (รายงานโดย CNBC)
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ ตอบรับเชิงบวกต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed โดยดัชนีหลักทั้งสามต่างปิดตัวในแดนบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากภาวะต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
- ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 6,812.61 จุด เพิ่มขึ้น 0.69%
- ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 47,427.12 จุด เพิ่มขึ้น 0.67%
- ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 23,214.69 จุด เพิ่มขึ้น 189.10 จุด
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียก็ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นยังคงยืนอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าบางส่วน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงเตือนให้จับตาความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยทางการเมืองและรายงานผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่.
OPEC+ คงนโยบายพยุงราคาน้ำมันดิบ (รายงานโดย Reuters)
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ สำนักข่าว Reuters รายงานถึงการประชุมล่าสุดของกลุ่ม OPEC+ (องค์กรประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร) ซึ่งมีมติที่สำคัญในการคง หรือขยายมาตรการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ. การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในตลาดโลก และป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันร่วงลงจากความกังวลเรื่องอุปสงค์ที่อาจลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การคงนโยบายควบคุมอุปทานของ OPEC+ ได้ช่วยพยุงราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งแม้จะเป็นผลดีต่อประเทศผู้ผลิต แต่ก็อาจเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและการนำเข้าให้กับประเทศผู้นำเข้าสุทธิอย่างประเทศไทย. การปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบโดย Saudi Aramco สำหรับตลาดเอเชีย ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ตอกย้ำถึงความมั่นใจในอุปสงค์ของภูมิภาคนี้ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป.
สรุปภาพรวม
โดยสรุปแล้ว ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวรับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของ Fed ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีบรรยากาศที่ดี อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงจากการบริหารจัดการของกลุ่ม OPEC+ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและกำลังซื้อของประชาชนในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย.
ที่มา: รวบรวมและสรุปจากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC และ Reuters
















