อัพเดทข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายปี 2025 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

0
70






อัพเดทข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายปี 2025 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว


อัพเดทข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายปี 2025 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย โดยจุดสนใจหลักอยู่ที่การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2025 นี้ ท่ามกลางสัญญาณข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง และความไม่แน่นอนจากประเด็นสงครามภาษี

Reuters: ตลาดคาดการณ์ ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม

รายงานล่าสุดจาก Reuters ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังให้น้ำหนักกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points (0.25%) ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งสุดท้ายของปี 2025 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 และ 10 ธันวาคม. ความคาดหวังดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจาก Fed Funds Futures บ่งชี้ว่าโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 89% ซึ่งสูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า.

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการคาดการณ์นี้คือ ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง โดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภค. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed กำลังเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินจากการคุมเข้มเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย.

Bloomberg และ CNBC: เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความผันผวนของตลาด

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลวิเคราะห์จาก Bloomberg และสำนักวิจัยหลายแห่งต่างคาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2025 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง. การชะลอตัวนี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึงผลกระทบสะสมจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงทั่วโลก และที่สำคัญคือความตึงเครียดทางการค้าและมาตรการภาษีที่ทวีความรุนแรงขึ้น. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เคยส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นผลพวงจากประเด็นภาษีการค้านี้ด้วยเช่นกัน.

ด้าน CNBC ได้นำเสนอความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่คาดการณ์ว่า ตลาดการเงินในปี 2025 จะยังคงเผชิญกับ “ความผันผวนที่มากขึ้น” (more volatility). ความผันผวนนี้มาจากความไม่แน่นอนในหลายด้าน ทั้งนโยบายการเงินของ Fed, สถานการณ์เงินเฟ้อในยุโรปที่แม้จะเริ่มชะลอตัวลงตามรายงานของ Reuters (เช่น อัตราเงินเฟ้อเบื้องต้นของฝรั่งเศสในเดือนธันวาคมที่ต่ำกว่าคาดการณ์) และการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานที่ว่าอดีตประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณาการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแผนการจัดเก็บภาษี.

ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและไทย

การเคลื่อนไหวของ Fed มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดการเงินในเอเชียและประเทศไทย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เป็นตัวกำหนดทิศทางของเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flows) และอัตราแลกเปลี่ยน. หาก Fed ปรับลดดอกเบี้ยจริง อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงและเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของไทยด้วย.

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงเตือนให้จับตาความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก. แม้การลดดอกเบี้ยของ Fed จะเป็นปัจจัยบวกต่อสภาพคล่อง แต่การที่เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลงอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ. นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้าและสงครามภาษี ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจำกัดโอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค

โดยสรุป การประชุม Fed ในเดือนธันวาคมนี้ จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางของทั้งนโยบายการเงินและผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกในปีถัดไป

แหล่งที่มา: ข้อมูลรวบรวมจากรายงานของ Bloomberg, CNBC, Reuters และบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง