เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘นุ่มนวล’ ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง

0
39






เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘นุ่มนวล’ ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง


เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘นุ่มนวล’ ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง

วอชิงตัน ดี.ซี. – ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินทั่วโลกด้วยการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 5.00% – 5.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ล่าสุด โดยให้เหตุผลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะ ‘Soft Landing’ หรือการชะลอตัวอย่างนุ่มนวลได้สำเร็จ รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทันที

สัญญาณบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจและการแตกแยกภายใน FOMC

การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ข้อมูลล่าสุดได้ยืนยันความเชื่อมั่นของเราว่า เส้นทางสู่การควบคุมเงินเฟ้อนั้นกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง” การแถลงของเขาสื่อถึงความมั่นใจต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CNBC ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยมีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) จำนวน 3 ท่านที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยให้ความเห็นว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออาจยังคงมีอยู่และยังเร็วเกินไปที่จะผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณของการแตกแยกทางความคิดเห็นภายในธนาคารกลางสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับในเชิงบวก: S&P 500 ทำสถิติใหม่

ภายหลังการประกาศของเฟด ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทตอบสนองในเชิงบวกอย่างทันท่วงที ดัชนีหลักทั้งสามดัชนีพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนี S&P 500 ที่ปิดตลาดบวกขึ้นกว่า 1.8% และดัชนี Nasdaq ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นกว่า 2.5% เนื่องจากนักลงทุนมองว่าต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของกำไรบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ผลกระทบดังกล่าวแผ่ขยายไปยังตลาดเอเชียและยุโรปในเช้าวันถัดมา ดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปเปิดบวกขึ้นกว่า 1.5% และตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ต่างปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่าการผ่อนคลายนโยบายของเฟดได้คลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกและเพิ่มความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง

ผลกระทบต่อค่าเงินและทองคำ

ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ เนื่องจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยลดลง ทำให้สกุลเงินเอเชียและยุโรปแข็งค่าขึ้น ขณะที่ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มักได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยและการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งทะยานขึ้นกว่า 1.2% ต่อออนซ์ แตะระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน

นักวิเคราะห์จาก Reuters ประเมินว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน (Easing Cycle) ของเฟด ซึ่งอาจมีผลให้มีการลดดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งภายในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาดูรายงานเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงานในไตรมาสถัดไปอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเร็วในการปรับลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปของเฟด

มุมมองของนักลงทุนไทย

สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจของเฟดส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลบวกต่อการนำเข้า แต่เป็นผลลบต่อผู้ส่งออกในระยะสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจต้องพิจารณานโยบายการเงินของตนเองอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและการรับมือกับแรงกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าออกอย่างรวดเร็ว

การลดดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นข่าวใหญ่สำหรับวอลล์สตรีทเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการลงทุนของผู้คนทั่วโลก ซึ่งนักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามรายละเอียดและผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจากการวิเคราะห์และรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters ณ วันที่ 16 มกราคม 2569