จับตาตลาดโลก! Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ ‘ฟองสบู่ AI’ และเงินเฟ้อฉุดวอลล์สตรีท นักลงทุนหันหา Safe Haven

0
122






จับตาตลาดโลก! Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ ‘ฟองสบู่ AI’ และเงินเฟ้อฉุดวอลล์สตรีท


จับตาตลาดโลก! Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ ‘ฟองสบู่ AI’ และเงินเฟ้อฉุดวอลล์สตรีท นักลงทุนหันหา Safe Haven

สำนักข่าวการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี หลังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่ AI” และข้อมูลเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเกินคาด ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว

Bloomberg: สถาบันการเงินโยกเงินสู่พันธบัตร

รายงานล่าสุดจาก Bloomberg เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในทิศทางการลงทุนของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยระบุว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลได้ไหลออกจากกองทุนที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เพื่อเข้าสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ. นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสจากสถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่งเปิดเผยกับ Bloomberg ว่า “การทำกำไรครั้งใหญ่ในหุ้น AI อย่าง NVIDIA และบริษัทชิปอื่น ๆ ได้มาถึงจุดที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงมูลค่าที่แท้จริง ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่น่าดึงดูดใจมากขึ้น”. การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงในกลุ่มหุ้นที่เติบโตสูง (Growth Stock) และการแสวงหาความมั่นคงทางการเงินในช่วงต้นปี 2569.

CNBC: การเทขายทำกำไรฉุดหุ้น NVIDIA ดิ่งหนัก

ด้าน CNBC รายงานโดยเน้นไปที่ความผันผวนระหว่างวันของตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีที่มีหุ้นเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบหลัก. หุ้นของ NVIDIA ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดชิป AI ได้ร่วงลงอย่างหนักในช่วงเปิดตลาด โดยนักวิเคราะห์ตลาดของ CNBC ชี้ว่า การดิ่งลงนี้เป็นผลมาจากการ “เทขายทำกำไรครั้งใหญ่” (Massive Profit-Taking) หลังจากที่หุ้นดังกล่าวปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดปีที่ผ่านมา. รายงานยังระบุถึงบทสัมภาษณ์นักวิเคราะห์ที่มองว่า แม้พื้นฐานของเทคโนโลยี AI ยังคงแข็งแกร่ง แต่การประเมินมูลค่า (Valuation) ของหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ได้พุ่งสูงจนถึงระดับที่ยากจะหาเหตุผลมารองรับได้. นอกจากนี้ CNBC ยังเตือนถึงความเสี่ยงที่การเทขายในกลุ่ม Tech Giant อาจลุกลามไปยังหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับซัพพลายเชนทั่วโลก.

Reuters: เงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นปัจจัยจุดชนวนความกังวล

Reuters ได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนของตลาด. รายงานระบุว่า ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดของสหรัฐฯ ได้ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Inflationary Pressure) ที่อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์. ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นตัวเร่งให้นักลงทุนตัดสินใจลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงินสูง. Reuters สรุปว่า ดัชนีหลักของ Wall Street ทั้ง Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ล้วนปิดตลาดในแดนลบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ Nasdaq ที่ปรับตัวลงมากที่สุด เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงของการประเมินมูลค่าใหม่ (Re-valuation) อย่างจริงจัง.

ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและไทย

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยชี้ว่า ข่าวการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่พึ่งพาการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีอาจได้รับแรงกดดันจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ตลาดไทยยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งอาจช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนในตลาดโลกได้. นักลงทุนไทยจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพิจารณาการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ในพอร์ตการลงทุน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดโลกในช่วงนี้.