สรุปข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา ‘เฟด’ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง
ผู้สื่อข่าว: ทีมข่าวเศรษฐกิจโลก
วันที่: 16 มกราคม 2569
กรุงเทพฯ – สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานความคืบหน้าของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่สำคัญในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 โดยประเด็นหลักที่ได้รับความสนใจคือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก, ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังคงเป็นความเสี่ยง และการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมันดิบโลกจากการคาดการณ์อุปทานที่เพิ่มขึ้น รายงานเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
1. การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ปี 2569: ความเห็นที่แตกต่างในคณะกรรมการ ‘เฟด’
ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC ตลาดการเงินโลกยังคงให้ความสนใจกับการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 1-2 ครั้งในปี 2569 หลังจากการปรับลด 3 ครั้งในปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะนำอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับที่ใกล้เคียง 3% จากช่วงปัจจุบันที่ 3.50% – 3.75% อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่ามีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในหมู่ผู้กำหนดนโยบายของ Fed เกี่ยวกับจังหวะเวลาและความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ในขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทาง J.P. Morgan ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยมีการคาดการณ์ว่า Fed อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดทั้งปี 2569 และไม่มีการปรับลดเลย ความเห็นที่หลากหลายนี้สร้างความผันผวนในตลาดพันธบัตรและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ต้องจับตากระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกอย่างระมัดระวัง
2. ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน: ภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
Reuters และ Bloomberg รายงานว่าความตึงเครียดทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นประเด็นร้อนที่คุกคามห่วงโซ่อุปทานและโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มความพยายามในการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีอเมริกันของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง
ความกังวลของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ในจีนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และมาตรการภาษีตอบโต้ที่ถูกกำหนดขึ้นจากการยกระดับสงครามการค้าเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงกับไต้หวันเพื่อเพิ่มการเข้าถึงอุตสาหกรรมชิปเชิงกลยุทธ์ของเกาะ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานและเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับจีน สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคต้องปรับตัวและกระจายความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน.
3. ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวลงจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ CNBC และ Reuters รายงานว่าราคาน้ำมันดิบโลกได้ปรับตัวลดลงในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ปัจจัยหลักมาจากการคาดการณ์อุปทานโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา ซึ่งได้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาในตลาด
สำนักวิเคราะห์พลังงานชั้นนำของโลกได้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) โดยเฉลี่ยในปี 2569 อาจอยู่ที่ระดับประมาณ 56 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์อุปทานที่สูงกว่าความต้องการ (Surplus) ถึง 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน การคาดการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดอาจต้องการราคาน้ำมันที่ต่ำลงเพื่อชะลอการผลิตและปรับสมดุลของตลาด นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ยังระบุว่าส่วนแบ่งการผลิตของกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มลดลงในปี 2569 เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดน้ำมันโลก สำหรับประเทศไทย การอ่อนตัวของราคาน้ำมันโลกถือเป็นข่าวดีในแง่ของการลดต้นทุนพลังงานและการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แต่ก็ต้องจับตาดูผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคต่อไป.
หมายเหตุ: บทความนี้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานข่าวของสำนักข่าว Bloomberg, CNBC และ Reuters ณ วันที่ 16 มกราคม 2569



















