สรุปข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกสดใส รับข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ แผ่วลง
รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงบรรยากาศเชิงบวกที่กลับมาครอบงำตลาดการเงินทั่วโลก ภายหลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าการคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเพิ่มความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่างตอบรับด้วยความคึกคัก
สัญญาณผ่อนคลายจาก Fed: เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. ต่ำกว่าคาด
ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC จุดสนใจหลักของตลาดในสัปดาห์นี้คือการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนธันวาคม 2568 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปรากฏว่าอัตราเงินเฟ้อประจำปีอยู่ที่ 2.7% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 3.1% อย่างมาก ตัวเลขที่อ่อนตัวลงนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคากำลังคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้อัตราเงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของ Fed มากขึ้นเรื่อยๆ
(อ้างอิง: Bloomberg, CNBC)
ข้อมูลดังกล่าวได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ภายใต้การนำของนายเจอโรม พาวเวลล์ จะมีช่องว่างในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมที่กำลังจะมาถึง นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า “ประตูแห่งการลดดอกเบี้ย” ได้เปิดกว้างขึ้นแล้ว และได้เริ่มปรับเพิ่มความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในไตรมาสที่สองของปี 2569 ซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันที
วอลล์สตรีทคึกคัก: S&P 500 คาดการณ์พุ่งต่อ 12-14%
ด้านตลาดหุ้น CNBC และ Reuters รายงานว่า ดัชนีหลักของวอลล์สตรีทต่างปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ แรงหนุนสำคัญมาจากความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed และแนวโน้มกำไรของบริษัทที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
วาณิชธนกิจชั้นนำหลายแห่งบนวอลล์สตรีทได้ออกรายงานคาดการณ์ปี 2569 ที่เป็นไปในทิศทางบวก โดย Goldman Sachs และ Morgan Stanley ต่างคาดการณ์ว่าดัชนี S&P 500 จะยังคงทำผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน โดยมีการประเมินเป้าหมายสิ้นปี 2569 ว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกราว 12% ถึง 14% จากระดับปัจจุบัน นักกลยุทธ์ชี้ว่า การเติบโตของกำไรบริษัท (Earnings Growth) จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการปรับขึ้นในครั้งนี้ แม้ว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกจะยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังก็ตาม
ตลาดน้ำมัน: OPEC+ คงกำลังการผลิต รับมืออุปทานส่วนเกิน
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ รายงานจาก Reuters และ Bloomberg ระบุว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ได้ตัดสินใจที่จะคงกำลังการผลิตไว้ในระดับเดิมในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการคาดการณ์ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และนักวิเคราะห์อิสระหลายรายที่ชี้ว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน (Surplus) ที่อาจสูงถึง 2.1–4 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นปีนี้
แม้ว่าการคงกำลังการผลิตจะเป็นไปเพื่อพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ร่วงลงอย่างรุนแรง แต่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ท่ามกลางความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในบางภูมิภาค และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปสงค์จากประเทศผู้นำเข้าหลัก การเคลื่อนไหวของ OPEC+ ตอกย้ำถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนราคาและการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก
บทสรุปและมุมมองต่อตลาดไทย
โดยสรุป ข้อมูลเงินเฟ้อที่แผ่วลงของสหรัฐฯ ได้กลายเป็น “ข่าวดีที่สุด” สำหรับตลาดการเงินทั่วโลกในรอบต้นปี 2569 โดยได้สร้างความคาดหวังใหม่ต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและหนุนให้ตลาดหุ้นทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดทุนในเอเชียและประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวก เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยงของการไหลออกของเงินทุน (Capital Outflow) และลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นเงาตามติดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้


















