อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหลัง FED คงดอกเบี้ย
กรุงเทพฯ – 2 กุมภาพันธ์ 2569
รอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า ตลาดการเงินทั่วโลกตอบสนองอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ FED) ที่ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ
การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ซึ่งมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมและต่อเนื่องถึงช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ได้ข้อสรุปให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในช่วง 5.25%-5.50% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สาม อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์หลังการประชุมได้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำที่บ่งชี้ว่า “ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลง” และ “การลดดอกเบี้ยอาจมีความเหมาะสมในปีนี้” ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า
บทวิเคราะห์เชิงลึกจาก Bloomberg: สัญญาณ “Forward Guidance” และความมั่นใจในเศรษฐกิจ
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึก โดยชี้ให้เห็นว่าการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็น “Forward Guidance” ที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มวงจรการขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังข้อมูลการจ้างงานล่าสุดยังคงแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.8% ซึ่งใกล้เคียงเป้าหมายของ FED มากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ระบุว่า ความน่าจะเป็นที่ FED จะเริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาสที่สองของปี 2569 ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 75% และคาดว่าจะมีการปรับลดรวม 75-100 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปีนี้
รายงานยังเน้นย้ำถึงความท้าทายที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกันในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการผลิตบางส่วน แต่โดยรวมแล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเป็น “Soft Landing” หรือการชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ FED มีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจมากขึ้น
รายงานสดจาก CNBC: ตลาดหุ้นพุ่งแรง หุ้นเทคฯ นำโด่ง
ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานบรรยากาศการซื้อขายในตลาดวอลล์สตรีทอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า ดัชนีหลักทั้งสามดัชนีได้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทันทีที่แถลงการณ์ของ FED ถูกเผยแพร่ ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 1.8% ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ขณะที่ดัชนีเทคโนโลยี Nasdaq Composite ทะยานขึ้นถึง 2.5% โดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) เช่น Microsoft, Apple และ NVIDIA ที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% ท่ามกลางความคาดหวังว่าต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจะช่วยเพิ่มผลกำไรในอนาคต
นักวิเคราะห์ตลาดจาก Morgan Stanley ที่ปรากฏตัวในรายการของ CNBC ให้ความเห็นว่า “นี่คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากตลาดต่อการสิ้นสุดของวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างเป็นทางการ แม้ว่า FED จะยังไม่ลดดอกเบี้ย แต่การรับรองว่าการลดดอกเบี้ยกำลังจะมาถึงก็เพียงพอแล้วที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Growth Stock ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย” ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินกลับมีแรงกดดันเล็กน้อย เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) ของธนาคาร
อิทธิพลต่อตลาดโลกและไทยจาก Reuters: ดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำพุ่ง
รอยเตอร์ส (Reuters) เน้นย้ำถึงปฏิกิริยาในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราและตลาดโภคภัณฑ์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงทันทีเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนี DXY ปรับตัวลง 0.9% การอ่อนค่าของดอลลาร์ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาทองคำสปอตทะลุระดับ $2,100 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นผลจากการที่นักลงทุนมองว่าทองคำเป็นแหล่งพักเงินที่น่าสนใจเมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง
สำหรับตลาดเอเชียและไทย เงินบาท (THB) ได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ โดยแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 35.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยของธนาคารไทยรายหนึ่งระบุว่า การตัดสินใจของ FED จะช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการคงอัตราดอกเบี้ยสูง และอาจเปิดโอกาสให้ ธปท. พิจารณาปรับนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดิบยังคงมีความผันผวนเล็กน้อย เนื่องจากความกังวลด้านอุปทานและอุปสงค์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องจับตามองต่อไป
สรุปและแนวโน้ม: ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
โดยสรุปแล้ว ข่าวอัปเดตจากทั้งสามสำนักข่าวชั้นนำชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกได้เข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังต่อการผ่อนคลายทางการเงิน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะหากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งกลับมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจทำให้ FED ต้องชะลอแผนการลดดอกเบี้ยออกไป ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจทำให้ตลาดกลับมาผันผวนอีกครั้ง


















