ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาเฟดคงดอกเบี้ย-ราคาน้ำมันพุ่งเพราะภูมิรัฐศาสตร์

0
60






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาเฟดคงดอกเบี้ย-ราคาน้ำมันพุ่งเพราะภูมิรัฐศาสตร์

สรุปข่าวเด่น: ตลาดการเงินโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเป็นจุดสนใจหลักหลังการรายงานผลประกอบการที่เกี่ยวข้องกับกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ย: จับตาสัญญาณผ่อนคลายในอนาคต

แหล่งข่าวจาก Bloomberg และ CNBC รายงานตรงกันว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5% ถึง 3.75% ในการประชุมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการพักวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงก่อนหน้า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเฟดต้องการประเมินความยั่งยืนของการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพของตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่างรอบด้าน

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งมองว่า การคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า เฟดกำลัง “หยุดพัก” หลังจากที่ได้เริ่มวงจรการผ่อนคลายนโยบายไปบ้างแล้ว และยังคงมีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับใกล้ 3% ภายในปี 2569 หากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงสนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินยังคงจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟดอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาและความเร็วในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดในบางภาคส่วนเมื่อเร็วๆ นี้

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง: ภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

ทางด้านตลาดพลังงานโลก Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบได้แสดงความแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับใกล้ 67.68 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) อยู่ที่ประมาณ 63.60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 การปรับตัวขึ้นของราคาในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tensions) มากกว่าปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานของตลาด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากหลายสำนักเห็นพ้องกันว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านอุปทานจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันเคลื่อนตัวเข้าใกล้จุดวิกฤต รายงานคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์สำหรับปี 2569 ถูกปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นหนึ่งในตัวแปรที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดน้ำมัน สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและการดำเนินธุรกิจทั่วโลก รวมถึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลและภาคธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ผลประกอบการ Big Tech และกระแส AI: ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายทำกำไร

ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ยังคงเป็นศูนย์กลางความสนใจ หลังจากการรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสสี่ของปีที่ผ่านมา ข่าวจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นหัวข้อหลักในการประเมินมูลค่าบริษัท โดยคาดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะทุ่มงบประมาณกว่า 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้เพื่อแข่งขันด้าน AI

แม้ว่าบริษัทหลายแห่งในดัชนี S&P 500 จะรายงานผลกำไรที่เป็นบวกและสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยในอดีต แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางตัวกลับเผชิญกับแรงเทขายทำกำไรในตลาด Wall Street ซึ่งส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.5% ในช่วงกลางสัปดาห์ นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความแออัดของการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลตอบแทนระยะยาวของการลงทุนใน AI ที่สูงลิ่ว อย่างไรก็ตาม บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon.com ยังคงแสดงความมั่นใจในผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในไตรมาสล่าสุด

โดยรวมแล้ว ข่าวอัปเดตจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจและการเงินโลกยังคงอยู่ในช่วงของการปรับสมดุล โดยมีนโยบายการเงินของเฟด, ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่อราคาน้ำมัน, และการลงทุนในเทคโนโลยี AI เป็นสามปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดในปัจจุบัน

ที่มาของข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters, Trading Economics, iShares, JPMorgan, Welch & Forbes, StoneX, Polyester Time, TMGM, FactSet, About Amazon, CFI Trade, CommBank, Investing.com และ Point Trader Group