News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ย จับตาสัญญาณเงินเฟ้อโลก ตลาดหุ้นเอเชียตอบรับเชิงบวก

0
50






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ย จับตาสัญญาณเงินเฟ้อโลก ตลาดหุ้นเอเชียตอบรับเชิงบวก

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์และรายงานข่าวที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินที่สำคัญ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ซึ่งส่งผลสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงการตอบรับของตลาดหุ้นและค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย

การตัดสินใจของ Fed และการวิเคราะห์จาก Bloomberg

Bloomberg รายงานว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม (3.5% ถึง 3.75% ตามสมมติฐานช่วงเวลานั้น) แม้ว่าจะมีแรงกดดันทางการเมืองและภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงสูงอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นภายหลังจากการประชุมที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยถ้อยแถลงหลังการประชุมยังคงส่งสัญญาณว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มผ่อนคลายลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ความระมัดระวังยังเป็นสิ่งสำคัญ

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ได้แสดงความผันผวนอย่างชัดเจนหลังการประกาศ โดยในช่วงแรกเกิดความกังวลในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Tech Rout) แต่ในเวลาต่อมากลับมีแรงซื้อกลับ (Dip Buying) เข้ามาอย่างรุนแรง ทำให้ดัชนีหลักหลายตัวกลับมาปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากความคาดหวังว่าการคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงการสิ้นสุดของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย และเป็นการปูทางไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงสนับสนุนแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2%

มุมมองของ CNBC ต่อราคาน้ำมันและแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก

ทางด้าน CNBC ได้นำเสนอการวิเคราะห์ที่เน้นย้ำถึงปัจจัยภายนอกที่ยังคงเป็นความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ บทวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ตลอดปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึง Fed ต้องคงความระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้ว่าความคาดหวังด้านเงินเฟ้อจากภาคธุรกิจและสหภาพแรงงานจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ให้ความเห็นว่า การที่ Fed ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต (Rate Cut Cycle) จะส่งผลให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และเอเชียกว้างขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความน่าดึงดูดใจให้กับพันธบัตรในภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลที่อ่อนแอลงอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงได้

Reuters ชี้ชัด: เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรูปตัว U และค่าเงินบาทแข็งค่า

ในส่วนของ Reuters ได้มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของนโยบาย Fed และสภาพตลาดโลกต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย รายงานระบุว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรไปแล้ว และมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในรูปแบบตัว U (U-shaped recovery) ตลอดปี 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากสภาวะตลาดโลกที่ดีขึ้น

ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงบวกจากการคงดอกเบี้ยของ Fed และการผ่อนคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ได้ตอบรับในเชิงบวก โดยมีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.5% ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทไทยก็แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่าตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมบางส่วนจะเผชิญกับการเทขายในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี แต่ดัชนี SET ของไทยกลับสามารถยืนในแดนบวกได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

Reuters ยังเสริมอีกว่า แม้ว่าตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยในช่วงต้นปีจะลดลงเกินคาดการณ์ แต่กลุ่มธุรกิจยังคงคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ไว้ที่ 1.6% ถึง 2% ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างมั่นคงและรอรับอานิสงส์จากการผ่อนคลายทางการเงินในระดับโลก

โดยสรุป รายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยมีธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทาง ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวน ขณะที่ตลาดในเอเชียและไทยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นและตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต

อ้างอิง: