สรุปข่าวเด่นระดับโลก: การเงิน, เทคโนโลยี, พลังงาน อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters
กรุงเทพฯ — ตลาดการเงินโลกยังคงเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประเด็นหลักที่ต้องจับตาตั้งแต่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี, ไปจนถึงการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกในปีหน้า สำนักข่าวระดับโลกทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานเจาะลึกในประเด็นสำคัญเหล่านี้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชีย.
Reuters: ตลาดจับตา Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย แม้คงอัตราปัจจุบัน
(รายงานโดย Reuters)
สำนักข่าว Reuters รายงานถึงการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการตลาดกลาง (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมตามความคาดหมาย เพื่อประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์หลังการประชุมได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นว่า Fed กำลังเข้าใกล้ช่วงเวลาที่จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเน้นย้ำถึงความคืบหน้าในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง.
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้ โดยตลาดมองว่ามีโอกาสสูงที่จะมีการปรับลดลงรวมประมาณ 75-100 จุดพื้นฐานตลอดทั้งปี การคาดการณ์นี้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ เนื่องจากความคาดหวังที่ว่าส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตรจะลดลง ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทตอบรับในเชิงบวก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นว่า Fed จะสามารถนำพาเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ “Soft Landing” ได้สำเร็จ.
Bloomberg: Google ทุ่มหนัก AI ผลประกอบการ Q4/2025 แกร่ง
(รายงานโดย Bloomberg)
Bloomberg รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI). บริษัทรายงานตัวเลขรายได้และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากรายได้โฆษณาที่ฟื้นตัวและธุรกิจคลาวด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง.
ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาคือ การที่ Sundar Pichai ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้กล่าวถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ว่า “ถูกจำกัดด้วยอุปทาน” (supply constrained) ซึ่งหมายความว่าความต้องการใช้เทคโนโลยี AI นั้นสูงมากจนบริษัทต้องเร่งขยายขีดความสามารถในการจัดหาชิปประมวลผลและศูนย์ข้อมูล. รายงานนี้เน้นย้ำว่า การแข่งขันในด้าน AI ได้กลายเป็นเดิมพันหลักสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดย Alphabet ได้ตั้งงบประมาณจำนวนมากเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในเทคโนโลยี Generative AI ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2026.
CNBC: ราคาน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มลดลงสู่ระดับ 55-60 ดอลลาร์ ในปี 2026
(รายงานโดย CNBC)
CNBC ได้นำเสนอการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกจากสถาบันการเงินและหน่วยงานพลังงานชั้นนำหลายแห่ง โดยส่วนใหญ่มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตลอดปี 2026. Goldman Sachs ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากอุปทานน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ และการคาดการณ์อุปทานส่วนเกิน (surplus) ประมาณ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026.
นอกจากปัจจัยด้านอุปทานแล้ว ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นปัจจัยกดดันราคาเช่นกัน. อย่างไรก็ตาม รายงานยังเน้นย้ำว่า ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวนและดีดตัวขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าแนวโน้มพื้นฐานของตลาดจะชี้ไปที่ระดับราคาที่ต่ำลงก็ตาม. การคาดการณ์นี้ส่งผลดีต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศได้.



















