ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่จีนอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ตลาดการเงินโลกเข้าสู่ช่วงปลายปีด้วยความผันผวน หลังจากธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกสองแห่งประกาศนโยบายที่สวนทางกัน โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งแรกในรอบปี ขณะที่ธนาคารประชาชนจีน (PBoC) ได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังชะลอตัว การตัดสินใจเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางของตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณระมัดระวัง
คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 25 จุดพื้นฐาน (0.25%) ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ที่มองว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์หลังการประชุมและ “Dot Plot” ได้เผยให้เห็นถึงความเห็นที่แตกแยกกันอย่างชัดเจนในหมู่เจ้าหน้าที่ Fed เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวถึงความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และส่งสัญญาณว่าการปรับลดดอกเบี้ยอาจเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยอาจมีการ “หยุดพัก” (Pause) หรือมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวตลอดทั้งปี 2569 ท่าทีที่ดู “ไม่ผ่อนคลาย” (Less Dovish) เท่าที่ตลาดคาดหวังนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงแรก ก่อนจะเผชิญกับแรงขายทำกำไร ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) มีการขยับสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนประเมินโอกาสในการลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปใหม่
ธนาคารประชาชนจีน (PBoC) อัดฉีดมาตรการกระตุ้นเพื่อเสถียรภาพ
ในทางตรงกันข้าม ธนาคารประชาชนจีน (PBoC) ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก PBoC ได้ประกาศลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio หรือ RRR) และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการทางการเงิน 10 จุด เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดจีนในปี 2568
การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบธนาคาร เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และลดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับภาคธุรกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก นักวิเคราะห์จากสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) และบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ชี้ว่า มาตรการของ PBoC สะท้อนถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของรัฐบาลจีนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ และความพยายามที่จะดึงดูดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้กลับคืนมา
ปฏิกิริยาของตลาดโลก: ความเปราะบางในภาวะ “ความปกติใหม่”
การตัดสินใจที่แตกต่างกันของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้สร้างสภาวะการค้าที่ “เปราะบาง” (Fragile Trade) ในตลาดโลก ตลาดหุ้นในเอเชียได้รับแรงหนุนบวกจากมาตรการกระตุ้นของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมและสินค้าโภคภัณฑ์ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง เนื่องจากนักลงทุนกำลังประเมินว่าการลดดอกเบี้ยของ Fed นั้นเพียงพอที่จะป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่
นักวิเคราะห์จาก CNBC ให้ความเห็นว่า การที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลัง “แสวงหาความปกติใหม่” (New Normal) ในสภาพแวดล้อมทางการเงินหลังยุคโรคระบาด ทำให้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อคำพูดของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางมากกว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างสหรัฐฯ ที่ยังคงระมัดระวัง กับจีนที่พยายามอัดฉีดเงินอย่างเต็มที่ จะเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงต้นปี 2569
โดยสรุป นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับสมดุลระหว่างการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างจำกัดของ Fed และการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงฟื้นตัวอย่างไม่เท่าเทียมและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
อ้างอิง:

















