สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก ท่ามกลางประเด็นภาษีและนโยบายการเงิน
กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2569 – สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและปัจจัยที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้.
ความปั่นป่วนจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ
ประเด็นร้อนแรงที่สุดในช่วงนี้คือความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเพิกถอนมาตรการภาษี “ตอบโต้” (reciprocal tariffs) ที่เคยประกาศใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งถือเป็นการจำกัดอำนาจประธานาธิบดีครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่ทันที โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราวที่ 15% ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยอ้างถึง “วิกฤติดุลการชำระเงิน” ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายรายยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนของวิกฤตดังกล่าว
การเคลื่อนไหวนี้ได้สร้างความไม่แน่นอนครั้งใหม่ให้กับตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรปที่ตลาดหุ้นเปิดร่วงลงในวันจันทร์ โดยดัชนี Stoxx 600 ปรับตัวลง 0.3% และ DAX ของเยอรมนีร่วง 0.6% คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว และให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายภาษี แม้ว่าตลาดจะคาดการณ์ถึงมาตรการภาษีบางอย่างอยู่แล้ว แต่การปรับขึ้นเป็น 15% นี้ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า อัตราภาษีใหม่นี้อาจต่ำกว่าที่บางประเทศ เช่น จีนและบราซิล เคยเผชิญมา ขณะที่จีนเองก็กำลังใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างเครือข่ายการค้าและเร่งเจรจาข้อตกลงใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ .
ธนาคารกลางสหรัฐฯ กับแรงกดดันเงินเฟ้อ
รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าว (hawkish) มากกว่าที่คาดไว้ โดยมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าตลาดพันธบัตรอายุ 10 ปีจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ข้อมูลเงินเฟ้อก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวล โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core Personal Consumption Expenditures – PCE) ในไตรมาส 4 ปรับตัวขึ้นถึง 3.0% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed โดยเจ้าหน้าที่ Fed รายหนึ่งระบุว่า โอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมเป็นแบบ “โยนหัวก้อย” (coin flip) และนักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2569 .
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและภาคเทคโนโลยี
ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 1.4% ซึ่งต่ำกว่าคาด แต่ตลาดไม่ได้ตอบรับในเชิงลบมากนักเนื่องจากมีการปิดหน่วยงานรัฐบาลในช่วงไตรมาสนั้น ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ราคาน้ำมันและทองคำมีการปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับภาคเทคโนโลยี บริษัท OpenAI ได้ปรับแผนการใช้จ่ายด้านประมวลผล (compute) ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าที่ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ซึ่งลดลงจากประมาณการเดิมที่สูงกว่ามาก พร้อมคาดการณ์รายได้ที่ 280 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนที่มากเกินไปในชิป AI ของ Nvidia ซึ่งอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่คาดหวัง .
เศรษฐกิจไทย: สัญญาณบวกที่ต้องจับตา
ในส่วนของประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า GDP ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และส่งผลให้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 1.5-2.5% ตัวเลขที่ออกมาดีเกินคาดนี้อาจส่งผลต่อการพิจารณานโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในการประชุมที่จะถึงนี้ .
โดยสรุป ตลาดการเงินโลกยังคงอยู่ในช่วงเวลาแห่งการปรับตัวและประเมินความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ทั้งนโยบายการค้าที่ผันผวนของสหรัฐฯ ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed และการเติบโตของภาคเทคโนโลยี ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่ผสมผสานกันไปในแต่ละภูมิภาค นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม.


















