สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: ภาษีทรัมป์ป่วนตลาด หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ พุ่ง ทองคำแรง

0
50






สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: ภาษีทรัมป์ป่วนตลาด หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ พุ่ง ทองคำแรง


สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: ภาษีทรัมป์ป่วนตลาด หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ พุ่ง ทองคำแรง

ภาพรวมตลาดโลก: ความผันผวนจากนโยบายภาษีและทิศทางดอกเบี้ย

ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเด็นนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และท่าทีของธนาคารกลางต่าง ๆ เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในหลายภาคส่วน ทั้งตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และค่าเงิน.

นโยบายภาษี “ทรัมป์” สร้างแรงกระเพื่อมรอบใหม่

สถานการณ์ที่น่าจับตาที่สุดในช่วงนี้คือการพลิกผันของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยหลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ให้ยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินบางส่วนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่ผิดกฎหมาย คำตัดสินนี้ส่งผลให้หลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งเคยได้รับผลกระทบหนักจากภาษีเดิม อาจกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์ โดยอัตราภาษีเฉลี่ยต่อสินค้าจากจีนลดลงเหลือ 24% จากเดิม 32%

อย่างไรก็ตาม ความผ่อนคลายนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศทันทีว่าจะเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% โดยอ้างอิงมาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน โดยไม่ต้องมีการสอบสวนทางกฎหมายก่อน การเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลใหม่ให้กับตลาด โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรปที่เปิดสัปดาห์ในแดนลบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป: หุ้นเทคฯ สดใส แต่ภาพรวมยังระมัดระวัง

ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีหลักมีการเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากหุ้นอย่าง Nvidia ที่ปรับขึ้นราว 1.6% หลัง Meta Platforms ประกาศใช้ชิปของ Nvidia จำนวนมากในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ Amazon ขยับขึ้นเกือบ 2% หลัง Pershing Square เพิ่มสัดส่วนการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ และ Micron Technology พุ่งกว่า 5% จากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนประเมินอย่างระมัดระวัง

ขณะที่ในยุโรป ตลาดหุ้นปิดบวกแข็งแกร่งในวันพุธที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์จากข้อมูลเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรที่ออกมาตามคาด ซึ่งเสริมมุมมองว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษปรับขึ้นโดดเด่น อย่างไรก็ตาม หุ้นบางตัวเผชิญแรงกดดัน เช่น หุ้น Bayer ของเยอรมนีที่ร่วงกว่า 7% หลังเสนอข้อตกลงยุติคดี Roundup มูลค่า 7.25 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด

ข่าวบริษัทรายใหญ่: PayPal พุ่ง, IBM ร่วง

ในส่วนของข่าวบริษัท PayPal Holdings Inc. (แนสแด็ก:PYPL) พุ่งสูงขึ้นถึง 9% หลังมีรายงานจาก Bloomberg ระบุว่าบริษัทได้รับความสนใจในการเข้าซื้อกิจการจากผู้ซื้อที่มีศักยภาพ ซึ่งสะท้อนถึงปฏิกิริยาของตลาดต่อสถานการณ์การเข้าซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้น หลังจากราคาหุ้นของ PayPal ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน หุ้น IBM (NYSE:IBM) ร่วงลงเกือบ 10% หลังจาก Anthropic บริษัทด้าน AI เปิดตัวเครื่องมือ AI ใหม่ชื่อ Claude Code ที่สามารถทำให้ขั้นตอนการสำรวจและวิเคราะห์การปรับปรุงระบบ COBOL ที่มีอายุหลายสิบปีเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจดั้งเดิมของ IBM ที่พึ่งพางานบริการด้านนี้.

นอกจากนี้ Havas N.V. (EURONEXT:HAVAS) บริษัทสื่อสารระดับโลก ได้ซื้อหุ้นคืนจำนวน 55,347 หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ถึง 20 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 50 ล้านยูโร

ราคาทองคำและน้ำมัน: ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภาษีหนุนทอง

ราคาทองฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทะยานกว่า 100 ดอลลาร์ ทะลุระดับ 5,200 ดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนที่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของ “ภาษีทรัมป์” และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

แนวโน้มและข้อควรระวัง

นักวิเคราะห์จาก ttb Investment Product Strategist มองว่า แม้คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ และการประกาศภาษีใหม่ของทรัมป์จะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหุ้นเพียงชั่วขณะ แต่ในระยะกลางถึงยาว ภาวะ Risk On จะยังคงอยู่คู่ตลาดต่อไป อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ตลาดผันผวนต่อเนื่อง