News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
107

รายงานพิเศษ: สรุปสถานการณ์โลก “บลูมเบิร์ก-ซีเอ็นบีซี-รอยเตอร์ส” ชี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปีด้วยแรงเทขายทำกำไรกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความเสี่ยงการเมืองกระทบธนาคารกลางสหรัฐฯ

วันที่ 30 ธันวาคม 2568

สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง บลูมเบิร์ก (Bloomberg), ซีเอ็นบีซี (CNBC) และรอยเตอร์ส (Reuters) ได้รายงานสรุปสถานการณ์ทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงเทขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และความเสี่ยงทางการเมืองที่พุ่งสูงขึ้นจากการเผชิญหน้ากันระหว่างทำเนียบขาวและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed).

บลูมเบิร์กชี้: ความเสี่ยงทางการเมืองปะทะนโยบายการเงิน

รายงานจากบลูมเบิร์กและแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ช่วงวันทำการสุดท้ายของปี 2568 ถูกครอบงำด้วยความตึงเครียดทางการเมืองที่ปะทะกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ. โดยประเด็นที่สร้างความสั่นสะเทือนมากที่สุดคือการที่ทำเนียบขาวได้รื้อฟื้นและขู่ที่จะดำเนินคดีทางกฎหมายกับ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ.

แม้ว่าข้ออ้างในการฟ้องร้องจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องการกำกับดูแลการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของ Fed แต่สาระสำคัญที่แท้จริงคือความต้องการให้ Fed “ลดอัตราดอกเบี้ยทันที” (“Jerome ‘Too Late’ Powell must NOW lower the rate”). ความขัดแย้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ได้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงทางการเมืองที่แทรกซึมเข้าสู่การตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเฝ้าระวัง. นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังพิจารณาประกาศชื่อผู้ที่จะมาแทนที่นายพาวเวลล์ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต.

ซีเอ็นบีซีและรอยเตอร์ส: แรงเทขายทำกำไรกลุ่มเทคฯ ฉุดตลาดปิดท้ายปี

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 ซีเอ็นบีซีและรอยเตอร์สรายงานตรงกันว่า ตลาดหลักทรัพย์ปิดตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนตัดสินใจขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตลอดทั้งปี (AI high-flyers). ดัชนีหลักทั้งสามต่างปรับตัวลดลง โดยดัชนี S&P 500 ปรับลดลงประมาณ 0.35% ถึง 0.4%. ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 0.5% และดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 0.51%.

หุ้นที่ถูกเทขายทำกำไรอย่างชัดเจนอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะหุ้น Nvidia ที่ลดลง 1.2% และหุ้นของ Palantir Technologies, Tesla Inc. และ Meta Platforms ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน. แม้ว่าการปรับฐานในช่วงปลายปีนี้จะเป็นการลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของนักลงทุนที่ต้องการล็อกกำไรก่อนเข้าสู่ปีใหม่. อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมของปี 2568 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีผลงานที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี.

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: การเติบโตชะลอตัวและสันติภาพในยูเครน

ในมิติเศรษฐกิจมหภาค รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศที่ถูกอ้างอิงโดยสำนักข่าวชั้นนำระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 2.6% ในปี 2568 ซึ่งลดลงจาก 2.9% ในปี 2567. นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ยังเตือนว่าระบบการเงินโลกที่มีความเปราะบางกำลังผลักดันให้เศรษฐกิจโลกอยู่ “บนปากเหว” (on the brink) และเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเงินโลกเพื่อลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอน.

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ รอยเตอร์สและบลูมเบิร์กยังคงติดตามความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย ซึ่งยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาบดบังในความสนใจของตลาด.

สรุป: การปิดท้ายปี 2568 เป็นไปอย่างผันผวน โดยมีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในสหรัฐฯ ที่กระทบต่อความเป็นอิสระของ Fed และการปรับฐานในตลาดหุ้นเทคโนโลยี. นักลงทุนจึงควรติดตามการประกาศที่สำคัญจากทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2569 และความชัดเจนของนโยบายการเงินของ Fed อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนในปี 2569 ต่อไป.