อัปเดตข่าวเศรษฐกิจและการเงิน: เกาะติดสถานการณ์โลกและไทยจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
45






อัปเดตข่าวเศรษฐกิจและการเงิน: เกาะติดสถานการณ์โลกและไทยจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


อัปเดตข่าวเศรษฐกิจและการเงิน: เกาะติดสถานการณ์โลกและไทยจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2569
รายงานโดย Bloomberg, CNBC, Reuters

สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมีประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง, ทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อตลาดโลก

สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมาก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2569 โดยพุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารและสำนักงานของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งมีรายงานว่าเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ ในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ด้านจีนได้ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที และแนะนำให้พลเมืองจีนในอิสราเอลและอิหร่านเร่งอพยพออกจากพื้นที่

ผลจากความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของโลก ต้องหยุดชะงักลงหลังอิหร่านประกาศปิดเส้นทางเดินเรือ (แม้เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปจะระบุว่ายังไม่มีการปิดอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าของเรือหลายรายได้ระงับการขนส่งแล้ว) ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่ม OPEC+ กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ บริษัท DP World ได้ประกาศระงับการดำเนินงานที่ท่าเรือ Jebel Ali ในดูไบ และสายการบินหลายแห่งได้ยกเลิกเที่ยวบิน รวมถึงบางประเทศในภูมิภาคได้ปิดน่านฟ้า

สำหรับประเทศไทย กระทรวงการคลังได้จัดตั้ง “Economic War Room” เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นผลกระทบด้านราคาน้ำมัน, อัตราเงินเฟ้อ, การค้า, การท่องเที่ยว และแรงงานไทยในภูมิภาค กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจผันผวนและปรับสูงขึ้น แต่เชื่อว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยยังคงแข็งแกร่งพอที่จะรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

นโยบายธนาคารกลางและทิศทางเศรษฐกิจโลก

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณถึงแนวทางที่ระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2569 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% และเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

แม้จะมีความผันผวนทางการค้าและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะยังคงขยายตัวที่ประมาณ 3% อย่างไรก็ตาม ประเด็นนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นที่จับตา หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการภาษี “ตอบโต้” บางรายการของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนทางการค้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การคืนเงินภาษีที่เคยจัดเก็บไปแล้วประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายอีกหลายปี

ในภาคเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงอัดฉีดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัท NVIDIA ยังคงรายงานผลประกอบการและแนวโน้มที่แข็งแกร่ง โดยมีแผนงานผลิตภัณฑ์สำหรับศูนย์ข้อมูลที่ชัดเจนไปจนถึงปี 2571

เศรษฐกิจไทยภายใต้แรงกดดันจากภายนอกและภายใน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดย กนง. แสดงความกังวลต่อค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน และจะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันอย่างใกล้ชิด SME D Bank ได้ตอบรับนโยบายดังกล่าวด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ SMEs

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ 2.0% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 โดยมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว นโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ และความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังในการพยุงเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ 40 ล้านคนในปี 2562 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดการณ์เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3% และในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ -0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยสรุป ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ภาคเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะยาว สำหรับประเทศไทย แม้จะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและภายใน แต่ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังต่างเร่งออกมาตรการเพื่อประคองและสนับสนุนเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้.