News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
41

อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและทองคำพุ่ง ขณะนโยบายภาษีสหรัฐฯ สร้างความผันผวนต่อตลาดการค้าและการลงทุน

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความผันผวนจากหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันนโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กำลังสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการค้าและการลงทุนทั่วโลก.

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ขึ้นเป็น 3.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผ่อนคลายมาตรการภาษีของสหรัฐฯ. IMF ยังคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจาก 4.1% ในปี 2568 เหลือ 3.8% ในปี 2569 และ 3.4% ในปี 2570 ซึ่งอาจเปิดทางให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อหนุนการเติบโต. อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติ (UN) มีมุมมองที่ระมัดระวังกว่า โดยคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโต 2.7% ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ 3.2%.

นโยบายภาษีและการค้าของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนผลักดันงบประมาณด้านกลาโหมในปีงบประมาณหน้าสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปี 2569 โดยระบุว่ารายได้จากภาษีศุลกากรจะเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ. ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินอยู่ โดยกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอคืนเงินภาษีประมาณ 1.7 แสนล้านดอลลาร์ที่จ่ายไปภายใต้มาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของทรัมป์ ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ เคยตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้แสดงท่าทีว่าจะคัดค้านการคืนเงินดังกล่าว.

มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ที่อัตรา 15% ทั่วโลก กำลังสร้างความกังวลอย่างมากในยุโรป โดยอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงการค้าที่มีอยู่เดิม. ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า จีน อินเดีย และบราซิล อาจได้รับประโยชน์จากการปรับลดภาษีนำเข้าบางส่วน หลังคำตัดสินของศาลสูงสุด.

ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมปลายเดือนมกราคม 2569 และมีแนวโน้มที่จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569. ก่อนหน้านี้ JPMorgan เคยคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2568 และต้นปี 2569.

ในยุโรป อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรลดลงอย่างรวดเร็วเหลือ 3.0% ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม. อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ BoE ยังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อภาคบริการที่ยังคงอยู่ในระดับสูง. ส่วนในญี่ปุ่น อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังคงมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1% ภายในเดือนมิถุนายน.

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อตลาดพลังงานและทองคำ

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้เพิ่มความไม่แน่นอนอย่างมากให้กับตลาดการเงินทั่วโลก. เหตุการณ์นี้สร้างความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้. นักวิเคราะห์เตือนว่า ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อตลาดเปิดทำการ และอาจพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ได้รับผลกระทบ. กลุ่ม OPEC+ ได้ตกลงในหลักการที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในระดับเล็กน้อย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว.

ในภาวะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย. นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทองคำมีโอกาสทดสอบระดับสูงสุดใหม่.

ภาพรวมตลาดหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัล

ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความผันผวน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง NVIDIA ที่ปรับตัวลดลงแม้จะประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจนำไปสู่การหมุนเวียนเม็ดเงิน (Sector Rotation) ไปยังตลาดอื่น ๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย. ตลาดหุ้นยุโรปแสดงการเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียมีทิศทางที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ.

สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น มีมุมมองเชิงบวกว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีโอกาสฟื้นตัวในปี 2569 และอาจทะลุ 1,400 จุดได้ โดยมีปัจจัยหนุนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่เป็นขาลงและความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ. บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (Maybank) คาดการณ์เป้าหมาย SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,370 จุด โดยเน้นธีมการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และภาคการค้า.

ในส่วนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ราคา Bitcoin ได้ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศแผนการใช้ภาษีนำเข้าทั่วโลก 15% ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด.

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลก ณ ต้นเดือนมีนาคม 2569 กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่สำคัญ โดยมีทั้งสัญญาณบวกจากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการชะลอตัวของเงินเฟ้อ แต่ก็ยังคงถูกกดดันอย่างหนักจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนักลงทุนจะต้องจับตาดูสถานการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด.