สถานการณ์โลกตึงเครียด: สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ดันราคาน้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวนจากเงินเฟ้อและ AI
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานข่าวสารล่าสุดที่น่าจับตา โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ.
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุ: สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน อิหร่านตอบโต้หนัก
สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่จุดวิกฤตอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่กรุงเตหะรานและเมืองสำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากการคุกคามที่ใกล้เข้ามาของรัฐบาลอิหร่าน. รายงานระบุว่า มีผู้บัญชาการอาวุโสของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และเจ้าหน้าที่การเมืองหลายคนเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล.
การโจมตีดังกล่าวรวมถึงเป้าหมายสำคัญหลายแห่ง เช่น อาคารสำนักงานของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในกรุงเตหะราน แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเขาอยู่ในสถานที่ขณะเกิดเหตุหรือไม่. นอกจากกรุงเตหะรานแล้ว ยังมีรายงานการโจมตีในเมืองอื่นๆ เช่น ทาบริซ, กอม, คาราจ, โครัมมาบัด, เคอร์มานชาห์, อีลาม และบุเชห์ร. ปฏิบัติการของอิสราเอลซึ่งมีชื่อว่า “Lion’s Roar” ได้รับการวางแผนมานานหลายเดือนและประสานงานกับกรุงวอชิงตัน.
หลังจากการโจมตี อิหร่านได้ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “การละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างโจ่งแจ้ง” และประกาศว่าจะตอบโต้. กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศปฏิบัติการตอบโต้ โดยมีการยิงขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศอ่าวเปอร์เซีย เช่น บาห์เรน, จอร์แดน, กาตาร์, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย. กองทัพอิสราเอลได้ตรวจพบขีปนาวุธที่ยิงจากอิหร่านและเปิดระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดกั้น.
ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน: ช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงถูกปิด ราคาน้ำมันพุ่งสูง
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมัน. ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 10% แตะระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายนอกตลาดเมื่อวันอาทิตย์. นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่านั้นได้. มากกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกถูกลำเลียงผ่านช่องแคบแห่งนี้.
เจ้าหน้าที่ภารกิจกองทัพเรือของสหภาพยุโรป (EU Naval Mission Aspides) เปิดเผยว่า เรือหลายลำได้รับสัญญาณวิทยุจาก IRGC ของอิหร่านแจ้งว่า “ไม่มีเรือลำใดได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”. แม้จะยังไม่มีคำสั่งปิดอย่างเป็นทางการจากอิหร่าน แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทำให้เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทพลังงาน และบริษัทค้าพลังงานจำนวนมากได้ระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบดังกล่าวเป็นการชั่วคราว.
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งคาบสมุทรมูซันดัมของโอมาน ซึ่งตั้งอยู่บนช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนับเป็นการโจมตีเป้าหมายในหรือใกล้โอมานเป็นครั้งแรกในรอบการตอบโต้ของเตหะราน. ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจหายไปถึง 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน: เงินเฟ้อและ AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเขย่าตลาดพลังงาน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีหลักปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา. CNBC รายงานว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมที่สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น. สิ่งนี้ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือคงดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจยืดเยื้อไปตลอดทั้งปี.
นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจ. แม้ AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของบางบริษัท แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำตลาดที่รวดเร็วขึ้น ความผันผวนที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการประกาศปลดพนักงานจำนวนมากของบริษัทฟินเทค Block ซึ่งตอกย้ำความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน.
โดยรวมแล้ว ตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย ความไม่แน่นอนของนโยบายดอกเบี้ย ความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อภาคเอกชน และคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของกระแสลงทุน AI ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง.



















