News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
59

สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters รายงาน ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย 0.25% ดัน S&P 500 พุ่ง ทองคำผันผวน

วันที่: วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 | แหล่งข่าว: Bloomberg, CNBC, Reuters

สำนักข่าวการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานข่าวสารสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

1. การตัดสินใจของ Fed: ลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.75%-4.00%

รายงานข่าวระบุถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points (bps) สู่กรอบเป้าหมาย 3.75% ถึง 4.00% ในการประชุมเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้. การเผยแพร่รายงานการประชุม (Minutes) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันต่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่คณะกรรมการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน.

การเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองในปี 2568 ที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืม. นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า การส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของ Fed จะเป็นปัจจัยบวกต่อสภาพคล่องในระบบการเงินโลก และอาจส่งผลดีต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในระยะถัดไป เนื่องจากเงินทุนมีแนวโน้มที่จะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น

2. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: S&P 500 ทะยานทำสถิติใหม่

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี S&P 500 ได้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา. ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ดัชนี S&P 500 ได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 6,813 จุด โดยเพิ่มขึ้น 0.69% จากการซื้อขายครั้งก่อน. แม้จะมีรายงานว่าดัชนีมีการย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนหลังจากที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า แต่โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีผลตอบแทนที่โดดเด่น โดยดัชนี S&P 500 มีผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี (Year-to-Date) อยู่ที่ 12.33% ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน.

ปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดในช่วงปลายเดือนคือผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้น Walmart ที่ราคาพุ่งขึ้นกว่า 6.5% เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาสสามที่น่าประทับใจและปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการปี 2569 ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับทั้งดัชนี Dow Jones และ S&P 500. นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการบริโภคที่แข็งแกร่ง ยังคงเป็นเสาหลักที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นไว้

3. ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำพุ่งแรง น้ำมันปรับตัวลง

ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำได้แสดงความผันผวนอย่างมากในเดือนพฤศจิกายน โดยราคาได้พุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หลังจากที่เคยทำจุดสูงสุดที่ 4,300 ดอลลาร์ฯ ในเดือนตุลาคม และล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4,132 ดอลลาร์ฯ. การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการคลี่คลายของสถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย.

ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันดิบกลับมีทิศทางที่แตกต่างออกไป โดยมีรายงานว่าราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงจากข่าวลือเรื่อง “สันติภาพ” (Peace Rumors) ในภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง. บทวิเคราะห์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ยังระบุว่า แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่ลดลง โดยเฉพาะน้ำมันและทองคำ เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปี 2568. อย่างไรก็ตาม รายงานตลาดน้ำมันเดือนพฤศจิกายน 2568 จาก IEA ชี้ว่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกได้ฟื้นตัวขึ้น 920,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 โดยหลักมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในประเทศจีน.

บทสรุปสำหรับนักลงทุน

การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และความผันผวนของราคาทองคำและน้ำมัน ล้วนเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันและส่งผลต่อการลงทุนในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยโดยตรง. นักลงทุนจึงควรติดตามรายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

*หมายเหตุ: ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจและราคาตลาดอ้างอิงจากรายงานข่าว ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568