อัพเดทข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ‘เฟด’ ส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย ดันตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่ง จับตาผลกระทบ ‘บาท’ และ SET
สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้พร้อมใจกันรายงานถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) โดยมีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการชะลอความเร็วในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “Risk-on” ในตลาดทุนทั่วโลกทันที โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ. ข่าวสารดังกล่าวสร้างความหวังให้กับนักลงทุนว่าจุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจมาถึงแล้ว และเป็นการเปิดประตูสู่ช่วงเวลาที่ตลาดจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง.
นโยบายการเงินของเฟด: ผ่อนคลายมากกว่าคาด
รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ว่า แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.00% – 4.25% ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ แต่ถ้อยแถลงของประธานเจอโรม พาวเวลล์ มีน้ำเสียงที่ “ผ่อนคลาย” (Dovish) มากกว่าที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินไว้. พาวเวลล์กล่าวถึงความสำเร็จในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และส่งสัญญาณว่าคณะกรรมการฯ จะพิจารณา “อย่างรอบคอบ” ในการปรับนโยบายครั้งต่อไป โดยให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะออกมาเป็นหลัก.
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ประเมินว่า โอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points ในช่วงต้นปีหน้าได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานเริ่มอ่อนตัวลงเล็กน้อย และแรงกดดันด้านราคาพลังงานได้ลดความรุนแรงลง ทำให้ตลาดเริ่มซื้อขายบนความคาดหวังว่าต้นทุนทางการเงินสูงสุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว.
วอลล์สตรีทและตลาดเอเชียตอบรับเชิงบวก
ผลตอบรับในตลาดการเงินโลกเป็นไปในทิศทางบวกทันที โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ในตลาดวอลล์สตรีทปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงการซื้อขายล่าสุด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะลดลง หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่เร่งรัดการขึ้นดอกเบี้ยจนเกินไป.
Reuters รายงานว่า กระแสความเชื่อมั่นนี้ได้ไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีหุ้นสำคัญในภูมิภาค เช่น Nikkei 225 ของญี่ปุ่น และ KOSPI ของเกาหลีใต้ ต่างปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน เนื่องจากความหวังในการลดดอกเบี้ยของเฟดทำให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงในเอเชียมากขึ้น.
ผลกระทบต่อเงินบาทและดัชนี SET ของไทย
สำหรับตลาดการเงินของไทยนั้น การส่งสัญญาณผ่อนคลายของเฟดมีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราแลกเปลี่ยน Reuters และรายงานการวิเคราะห์จากสถาบันการเงินไทยระบุว่า ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบที่นักลงทุนคาดหวัง. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงเตือนว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดด้วยปัจจัยภายในประเทศ เช่น ความล่าช้าของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อาจมีทิศทางแตกต่างจากเฟด.
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย (SET Index) นั้น บทวิเคราะห์ที่ถูกนำเสนอผ่าน CNBC ระบุว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของเฟดต่อดัชนี SET อาจจะอยู่ในระดับ “ปานกลางถึงน้อย” เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมักถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายในประเทศ เช่น ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มพลังงานและธนาคาร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเป็นหลัก. อย่างไรก็ตาม แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาในภูมิภาคเอเชียก็เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงตลาดโดยรวมไว้ได้.
มุมมองและแนวโน้มในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยชั้นนำให้ความเห็นผ่าน Bloomberg ว่า แม้ตลาดจะตอบรับในเชิงบวก แต่ความผันผวนจะยังคงมีอยู่สูงตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังไม่กลับสู่เป้าหมายที่ 2%. นักลงทุนจึงควรจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payroll) ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่เฟดจะนำมาใช้พิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป. หากตัวเลขเศรษฐกิจยังคงบ่งชี้ถึงการชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing) ตลาดการเงินโลก รวมถึงตลาดหุ้นและค่าเงินบาทของไทย มีแนวโน้มที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างต่อเนื่องในระยะสั้นถึงกลาง.



















