News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
78

Bloomberg
CNBC
Reuters
สรุปข่าวเด่นประจำวัน: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ตลาดโลกผันผวน ทั้งเฟด-น้ำมัน-หุ้นเทคฯ

เผยแพร่: 28 พฤศจิกายน 2568

ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยหลัก สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด โดยเฉพาะประเด็นการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก

1. Bloomberg ชี้ตลาดมั่นใจ Fed จะ “ลดดอกเบี้ย” ในเดือน ธ.ค. ดันดอลลาร์อ่อนค่า

Bloomberg รายงานการวิเคราะห์ล่าสุดจากตลาดการเงินโลก โดยระบุว่าความคาดหวังของนักลงทุนต่อการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงปลายปีนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะทำสถิติอ่อนค่าที่สุดในรอบหลายเดือน. การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Fed ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ในกรอบ 3.75%-4.00% ตามที่ตลาดคาดการณ์ และส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป.

รายงานยังระบุว่า เครื่องมือ CME FedWatch ซึ่งทำหน้าที่คาดการณ์การตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของ Fed โดยอิงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Fed Funds Futures ได้ให้ความเป็นไปได้ของการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมอยู่ที่ประมาณ 41%. การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นเริ่มปรับพอร์ตการลงทุน โดยมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน (Monetary Easing) ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

2. CNBC วิเคราะห์ตลาดน้ำมันดิบ: ราคาทรงตัวท่ามกลางความไม่แน่นอน

ด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CNBC ได้นำเสนอการวิเคราะห์เกี่ยวกับราคาน้ำมันดิบ โดยระบุว่าราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) และ Brent ยังคงมีความผันผวนและทรงตัว แม้จะมีการรายงานว่าราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน. อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเปิดเผยว่า ตลาดกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC) และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด

รายงานจาก CNBC ยังได้อ้างอิงข้อมูลจาก Daan Struyven หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของบริษัทวิจัยชั้นนำแห่งหนึ่ง ที่ระบุว่า ราคาน้ำมัน WTI อาจเผชิญกับแรงกดดันในระยะสั้น แต่ภาพรวมตลาดในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC และความต้องการใช้น้ำมันจากประเทศเศรษฐกิจหลัก. นอกจากนี้ ความหวังในการเจรจาสันติภาพในบางภูมิภาคก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากอาจส่งผลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก.

3. Reuters รายงานผลประกอบการ Big Tech ทะลุคาดการณ์จากแรงหนุน AI

ในส่วนของตลาดหุ้น Reuters ได้รายงานข่าวใหญ่เกี่ยวกับผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ซึ่งส่วนใหญ่รายงานตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท Apple และ Amazon ที่สามารถทำผลงานได้เหนือความคาดหมาย โดยมีปัจจัยหลักมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-powered products) ที่แข็งแกร่ง และการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

รายงานระบุว่า Apple มีรายได้ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากความสำเร็จของสินค้าที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้าไป. ขณะที่บริการคลาวด์ของ Amazon ก็มีการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบสามปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักที่สำคัญสำหรับบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่. นอกจากนี้ บริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม Big Tech เช่น Microsoft, Alphabet และ Meta ก็มีแนวโน้มที่จะรายงานรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา. แม้ว่าจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับ “ฟองสบู่ AI” แต่นักลงทุนก็ยังคงให้ความสนใจในหุ้นกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีระดับโลก

บทสรุป

การอัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของตลาดโลกที่ยังคงขับเคลื่อนด้วยสามปัจจัยหลัก ได้แก่ นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อกระแสเงินทุนโลก สถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังต้องจับตา และความแข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากกระแส AI ทำให้นักลงทุนต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดการเงินโลก