News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ณ สิ้นปี 2025
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568
รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์และรายงานข่าวสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2025 โดยมีประเด็นหลักที่น่าจับตาคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน และการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลก
สรุปประเด็นหลัก:
- Fed: Bloomberg ชี้ Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยอย่างช้าๆ เพียง 2 ครั้งในปี 2025 เพื่อคุมเงินเฟ้อ.
- สหรัฐฯ-จีน: Reuters รายงาน สงครามเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นประเด็นหลัก.
- น้ำมัน: CNBC คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ในปี 2025.
ทิศทางดอกเบี้ย Fed: ลดอย่างระมัดระวัง (Bloomberg)
Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวและบทวิเคราะห์จากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งในช่วงปลายปี 2025 แม้จะมีสัญญาณการชะลอตัวของเงินเฟ้อลงสู่ระดับเป้าหมาย 2% แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่งทำให้ Fed ไม่เร่งรีบในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
รายงานระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงเล็กน้อยและเป็นไปอย่างช้าๆ โดยมีแนวโน้มที่จะลดลงเพียง 2 ครั้ง ในช่วงปี 2025 (รวม 0.50%) ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปลายปีอาจอยู่ที่ประมาณ 3.5% นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยที่ช้านี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และรักษาความยืดหยุ่นทางนโยบายไว้
อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวถึงสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่า (Unlikely Scenario) ที่ว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างร้อนแรงและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ Fed ก็อาจจะต้องพิจารณา ‘ขึ้น’ อัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด
สงครามเทคโนโลยี สหรัฐฯ-จีน ยังคงตึงเครียด (Reuters)
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ความตึงเครียดด้านการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
รายงานจาก Reuters ระบุว่า แม้จะมีความพยายามในการเจรจาทางการค้าระดับสูง แต่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงยังคงดำเนินต่อไป สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการควบคุมการส่งออกชิป AI และเครื่องมือผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปยังบริษัทจีนบางแห่งอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ชี้ว่า สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายอย่างมากต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการค้าและการลงทุน เพื่อไม่ให้ถูกผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยีของทั้งสองมหาอำนาจ
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงจากอุปทานล้นตลาด (CNBC)
สำหรับตลาดพลังงาน CNBC รายงานการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกในปี 2025 โดยเน้นย้ำถึงแนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+
บทวิเคราะห์จาก CNBC ระบุว่า หน่วยงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) และนักวิเคราะห์หลายรายได้ปรับลดการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Brent ลง โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยในปี 2025 จะอยู่ที่ประมาณ 67-69 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากการผลิตน้ำมันดิบที่แข็งแกร่งจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC+ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง
การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและลดต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลก อย่างไรก็ตาม CNBC เตือนว่า ปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวนและพุ่งสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
โดยสรุป สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2025 นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อน ตั้งแต่การรักษาสมดุลของนโยบายการเงินในสหรัฐฯ ไปจนถึงความตึงเครียดทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจ และความผันผวนของตลาดพลังงาน ซึ่งทุกปัจจัยล้วนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



















