สรุปข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงยาวนาน ตลาดโลกผันผวนหนัก
วอชิงตัน/นิวยอร์ก – ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรงอีกครั้ง ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ได้ประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุด โดยแม้จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม แต่ถ้อยแถลงและ “Dot Plot” หรือประมาณการอัตราดอกเบี้ยในอนาคตกลับมีลักษณะที่ “เหยี่ยว” (Hawkish) มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้น และหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างมาก รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างพร้อมใจกันนำเสนอการวิเคราะห์ถึงผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตลาดเกิดใหม่และประเทศไทย
มติคงดอกเบี้ย แต่ภาพรวมยังคง “เข้มงวด”
ตามรายงานของ Reuters คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25% – 5.50% ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ อย่างไรก็ตาม จุดที่สร้างความประหลาดใจและทำให้ตลาดตกอยู่ในภาวะตึงเครียดคือการปรับเพิ่มประมาณการอัตราดอกเบี้ยระยะยาว (Terminal Rate) ในปีถัดไป โดยส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า “Higher for Longer” ซึ่งสวนทางกับความหวังของตลาดที่คาดหวังว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปีหน้า
ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และ Dow Jones ต่างปรับตัวลดลงทันทีหลังการแถลงข่าว โดย S&P 500 ปิดลบไปกว่า 1.5% ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Treasury Yield) พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ตามมาจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดนี้
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า การที่เฟดแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุด และเฟดยอมรับความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวเพื่อควบคุมราคาให้กลับสู่เป้าหมาย 2% ให้ได้ การเคลื่อนไหวนี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีการกู้ยืมสูง รวมถึงกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ
ผลกระทบต่อค่าเงินบาทและเศรษฐกิจไทย
สำหรับประเทศไทย ผลจากมติของเฟดได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินทุนต่างประเทศเริ่มไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทยบางส่วน Reuters รายงานว่า ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียหลายแห่ง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะต้องเผชิญกับภาวะที่ต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามเฟดเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหรือไม่ หรือจะคงดอกเบี้ยไว้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ
นักกลยุทธ์ด้านการลงทุนในกรุงเทพฯ ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC แสดงความเห็นว่า การที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน (Cost-Push Inflation) ในไทยอีกครั้ง และยังส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ของภาคธุรกิจไทยอีกด้วย
แนวโน้มระยะถัดไป: ความไม่แน่นอนยังคงสูง
บทวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่ยาวนานขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่ต้องจับตาต่อไปคือข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อในเดือนถัดไป ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่แท้จริงของการปรับเปลี่ยนนโยบายของเฟด
ประธานเฟดย้ำในงานแถลงข่าวว่า การตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูล (Data-Dependent) และย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการนำพาอัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับที่ยั่งยืนให้ได้ แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะมีความท้าทายก็ตาม ขณะที่นักลงทุนในตลาดเอเชียและไทยต่างจับตาดูอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่ต่อเนื่องจาก “Higher for Longer” ของเฟด ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างไรบ้าง



















