อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งรับสัญญาณลดดอกเบี้ย เฟดจ่อประชุม 9-10 ธ.ค. ขณะที่ World Bank เตือนวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา

0
77






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งรับสัญญาณลดดอกเบี้ย เฟดจ่อประชุม 9-10 ธ.ค. ขณะที่ World Bank เตือนวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งรับสัญญาณลดดอกเบี้ย เฟดจ่อประชุม 9-10 ธ.ค. ขณะที่ World Bank เตือนวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา

รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินโลกประจำวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568: ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับเชิงบวกต่อสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีการคาดการณ์สูงว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบสุดท้ายของปี ขณะเดียวกัน Reuters ได้เผยแพร่รายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตหนี้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

Bloomberg & CNBC: เฟดจ่อลดดอกเบี้ย 25 Basis Points ดันตลาดหุ้นพุ่ง

ตามรายงานของสำนักข่าว Bloomberg และ CNBC ตลาดการเงินในนิวยอร์กและยุโรปต่างเคลื่อนไหวในแดนบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี S&P 500 สามารถขยับขึ้นทำสถิติใหม่ใกล้ระดับ 6,300 จุด หลังนักลงทุนประเมินโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points ในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ มีความเป็นไปได้สูงถึง 94%. การคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจที่ชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และตลาดแรงงานเริ่มผ่อนคลายความตึงตัว ซึ่งเปิดโอกาสให้ Fed สามารถเปลี่ยนทิศทางนโยบายจากความเข้มงวดมาสู่การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้.

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้เน้นย้ำหลายครั้งว่า การตัดสินใจในเดือนธันวาคมจะไม่ใช่สิ่งที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (not a foregone decision) และยังคงต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่ตลาดส่วนใหญ่ได้ส่งสัญญาณตอบรับในเชิงบวกต่อแนวคิดที่ว่า Fed จะไม่รอช้าในการลดภาระด้านต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่สามในรอบปี 2568.

ภาคส่วนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ที่มีการเติบโตของรายได้เป็นตัวเลขสองหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ดัชนี S&P 500 ทะยานขึ้น. นอกจากนี้ ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีก็เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว หลังจากการร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้า โดยเหรียญหลักๆ กลับมามีมูลค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา.

Reuters: World Bank เตือนหนี้ประเทศกำลังพัฒนาพุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี

ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเฉลิมฉลองต่อสัญญาณการผ่อนคลายทางการเงิน Reuters ได้รายงานถึงคำเตือนที่น่ากังวลจากธนาคารโลก (World Bank) เกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินของประเทศกำลังพัฒนา โดยชี้ว่าประเทศเหล่านี้ยังคง “ไม่พ้นอันตราย” (not out of danger).

รายงานล่าสุดระบุว่า ยอดรวมเงินไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อใช้ในการชำระหนี้ (Debt Servicing Costs) เทียบกับเงินทุนใหม่ที่ได้รับ (New Financing) ได้แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี โดยมีมูลค่าสูงถึง 741,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2565-2567. สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง (low- and middle-income countries) ต้องเผชิญกับคลื่นทางการเงินที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน.

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ยอดรวมการชำระหนี้ของประเทศเหล่านี้ในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่ายอดรวมการใช้จ่ายด้านการศึกษา, สาธารณสุข, และสวัสดิการสังคมรวมกันเสียอีก. นั่นหมายความว่า ภาระหนี้สินได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างชัดเจน.

ธนาคารโลกเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกลไกการจัดการหนี้ระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประเทศที่ประสบปัญหาหนี้สามารถกลับมายืนหยัดบนเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้. รายงานนี้ตอกย้ำความท้าทายที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ที่แม้ว่าประเทศพัฒนาแล้วจะได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายทางการเงิน แต่ประเทศกำลังพัฒนากลับต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้ที่อาจลุกลามเป็นปัญหาเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้างได้.

บทสรุป: ความหวังในการเติบโตท่ามกลางความเสี่ยง

สรุปได้ว่า ข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่เต็มไปด้วยความหวังและความเสี่ยงที่ซ้อนทับกัน ตลาดการเงินตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed แต่สัญญาณเตือนจาก World Bank เกี่ยวกับวิกฤตหนี้ของประเทศกำลังพัฒนายังคงเป็นเมฆหมอกที่ปกคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ซึ่งนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด.