สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย-ตลาดคาดลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น และธนาคารโลกเตือนวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา

0
72






สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย-ตลาดคาดลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น และธนาคารโลกเตือนวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา


สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลาย-ตลาดคาดลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น และธนาคารโลกเตือนวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่ข้อมูลสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสัญญาณเตือนภัยครั้งร้ายแรงจากธนาคารโลก (World Bank) เกี่ยวกับวิกฤตหนี้สินในประเทศกำลังพัฒนา

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลาย ตลาดคาดลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น

แม้ว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย แต่รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินเริ่มมีการคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญว่า Fed อาจจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า.

การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับในเชิงบวก โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนเริ่ม “ตั้งราคา” (price in) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต. ในขณะที่ตลาดพันธบัตรก็มีความผันผวนตามการตีความถ้อยแถลงของประธาน Fed, นายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคงความเข้มงวดทางการเงินจนกว่าจะมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายที่ 2% อย่างยั่งยืน. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าหาก Fed ตัดสินใจนอกเหนือจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งใดก็ตาม จะนำมาซึ่งความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดโลก.

ธนาคารโลกเตือนวิกฤตหนี้สินรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

ในขณะที่ตลาดกำลังจับตาดูทิศทางดอกเบี้ยของ Fed, Reuters และ Bloomberg ได้รายงานถึงคำเตือนที่น่าตกใจจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งระบุว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Developing Countries) กำลังเผชิญกับภาวะหนี้สินที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ.

ธนาคารโลกได้เปิดเผยในรายงาน International Debt Report ว่า ช่องว่างระหว่างการชำระคืนหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) กับการได้รับเงินทุนใหม่ (New Financing) ของประเทศกำลังพัฒนา ได้พุ่งสูงถึง 741,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2565 ถึง 2567 (2022-2024) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี. ภาวะนี้หมายความว่าประเทศเหล่านี้ต้องจ่ายเงินออกไปเพื่อชำระหนี้มากกว่าที่ได้รับเข้ามาใหม่เพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล.

คำเตือนนี้ตอกย้ำว่าประเทศกำลังพัฒนา “ยังไม่พ้นจากอันตราย” (not out of danger) เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางทั่วโลก และความเครียดในภาคการเงินโลก ได้เพิ่มแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้อย่างมาก.

แนวโน้มเงินเฟ้อโลกและความระมัดระวังของธนาคารกลาง

นอกจากประเด็นหนี้สินแล้ว แนวโน้มเงินเฟ้อโลกยังคงเป็นหัวข้อหลักที่ถูกจับตา IMF และ OECD ได้ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Global Headline Inflation) คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากระดับ 8.7% อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อควบคุมราคา.

อย่างไรก็ตาม รายงานจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ถูกนำเสนอผ่าน Reuters ระบุว่า แม้คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อประจำปีจะทรงตัวอยู่ใกล้เป้าหมาย 2% ในระยะข้างหน้า แต่ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงมีทั้งสองด้าน (two-sided) และความไม่แน่นอนยังคงสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากนโยบายการค้าโลกที่มีความผันผวน. ดังนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกจึงยังคงต้องเฝ้าระวังและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงด้านเสถียรภาพราคาอย่างทันท่วงที.

สรุป: ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจึงเป็นภาพที่ผสมผสานกันระหว่างความหวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ที่จะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงิน กับความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวิกฤตหนี้สินในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่อาจเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่สำหรับเสถียรภาพทางการเงินโลก

ข้อมูลและบทวิเคราะห์อ้างอิงจากรายงานล่าสุดของ Bloomberg, CNBC, Reuters, World Bank, IMF และ OECD