ข่าวเด่นจากวอลล์สตรีท: ตลาดโลกจับตา “เฟด” และราคาน้ำมันดิ่ง – รายงานจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
77





ข่าวเด่นจากวอลล์สตรีท: ตลาดโลกจับตา “เฟด” และราคาน้ำมันดิ่ง – รายงานจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


ข่าวเด่นจากวอลล์สตรีท: ตลาดโลกจับตา “เฟด” และราคาน้ำมันดิ่ง – รายงานจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

รายงานข่าว: ศูนย์ข่าวเศรษฐกิจโลก | อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters

วอชิงตัน/นิวยอร์ก — ตลาดการเงินโลกยังคงเคลื่อนไหวด้วยความผันผวนในช่วงปลายปี โดยมีปัจจัยหลักสองประการที่ขับเคลื่อนทิศทางตลาด คือ การคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความอ่อนแอต่อเนื่องของตลาดน้ำมันดิบโลก รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนกำลังให้น้ำหนักกับการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันที่ล้นตลาด

แรงหนุนจากการคาดการณ์ลดดอกเบี้ยสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีทิศทางบวก โดยดัชนีหลักหลายตัวปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไม่ช้า ข้อมูลดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีเสถียรภาพบริเวณ 4.16% ถึง 4.2% หลังเผชิญกับความผันผวนในช่วงต้นสัปดาห์ การที่ตลาดการเงินเริ่ม “เดิมพัน” กับการลดดอกเบี้ยของเฟด เป็นสัญญาณว่านักลงทุนเชื่อมั่นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้บรรเทาลงแล้ว และเฟดมีแนวโน้มที่จะปรับเข้าสู่จุดยืนที่ผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า แม้ว่าสัญญาณการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for Longer) เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น การคาดการณ์การลดดอกเบี้ยจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

ดอลลาร์อ่อนค่า-เงินทุนไหลสู่ตลาดเกิดใหม่

ผลกระทบที่สำคัญอีกประการหนึ่งจากการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟด คือ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามรายงานของ Bloomberg และ Reuters อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ลดความน่าดึงดูดใจลงสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุน (Capital Flows) ออกจากสหรัฐฯ ไปยังตลาดต่างประเทศ (International Equities) และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น

สำหรับภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณบวก เนื่องจากเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มที่จะช่วยหนุนค่าเงินท้องถิ่น และสนับสนุนตลาดหุ้นในภูมิภาคให้ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามการตัดสินใจของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการเฟดเองอาจเพิ่มความผันผวนในตลาดได้

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ: อุปทานล้นตลาดกดดันราคา

ในขณะที่ตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนจากความหวังเรื่องดอกเบี้ย แต่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก รายงานของ Reuters ระบุว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ได้มีเสถียรภาพใกล้ระดับ 58 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ยังคงมีทิศทางที่จะขาดทุนรายสัปดาห์กว่า 3%

แรงกดดันหลักมาจากภาวะ “อุปทานล้นตลาดโลก” (Global Surplus) ที่คงอยู่ต่อเนื่อง องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้คาดการณ์ล่วงหน้าถึงภาวะน้ำมันล้นตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง แม้ว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ในบางพื้นที่ของโลกจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมัน แต่ผลกระทบของอุปทานที่ล้นตลาดและปริมาณน้ำมันสำรองที่เพิ่มขึ้นได้กลายเป็นปัจจัยที่เหนือกว่าในการกำหนดทิศทางราคาในปัจจุบัน

สรุปและมุมมองต่อตลาดเอเชีย

โดยสรุปแล้ว ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงดึงสองทาง: ด้านหนึ่งคือความหวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นและกระตุ้นการไหลเข้าของเงินทุนสู่ตลาดเกิดใหม่ ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความอ่อนแอของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ที่สะท้อนถึงอุปสงค์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และอุปทานที่มากเกินไป นักลงทุนในเอเชียจึงจำเป็นต้องจับตาดูการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด และติดตามสถานการณ์น้ำมันดิบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิต แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง.